posttoday
“อภิสิทธิ์” จี้ กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา เตือนอย่าใช้ 2 มาตรฐาน

“อภิสิทธิ์” จี้ กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา เตือนอย่าใช้ 2 มาตรฐาน

11 กันยายน 2569

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ย้ำ กกต.มีหน้าที่ยื่นคำร้องเมื่อพบหลักฐานอันควรเชื่อ เตือนหากฝืนบรรทัดฐานเดิมอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

KEY

POINTS

  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนคดีสมยอมในการเลือก สว. (ฮั้ว สว.) ให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
  • เตือน กกต. ไม่ให้ใช้สองมาตรฐาน โดยควรยึดแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีลักษณะเดียวกันที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงข้อหาเลือกปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • ชี้ว่าหน้าที่ของ กกต. คือการรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นคำร้องต่อศาล ไม่ใช่องค์กรที่ตัดสินชี้ขาดความผิดเอง และคดีนี้มีความร้ายแรงกว่าหลายคดีที่เคยส่งฟ้อง

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แถลงเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยึดแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา ก่อนพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการสมยอมเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ “ฮั้ว สว.” ในวันที่ 14 กันยายนนี้ พร้อมเตือนว่าหากใช้บรรทัดฐานต่างจากคดีก่อนหน้า อาจถูกตั้งคำถามเรื่องการเลือกปฏิบัติและการละเว้นหน้าที่

 

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กกต.ไม่ใช่องค์กรที่วินิจฉัยขั้นสุดท้ายว่าบุคคลใดผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 แห่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หากพบหลักฐานอันควรเชื่อว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดทุจริต รู้เห็น หรือทำให้การเลือกไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

 

บทบัญญัติดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองสนับสนุนหรือแทรกแซงการเลือก และมาตรา 77 ซึ่งเกี่ยวกับการเสนอเงิน ซื้อเสียง หรือจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจผู้สมัคร

 

นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างแนวคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเลือก สว. โดยระบุว่า ศาลเคยวินิจฉัยให้การติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อแลกคะแนน การตกลงเลือกไขว้ การจับคู่ลงคะแนน และการเสนอตำแหน่งตอบแทน เป็นพฤติการณ์ที่เอาเปรียบผู้สมัครรายอื่นและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

 

นอกจากนี้ ศาลยังเคยเพิกถอนสิทธิในคดีจัดเลี้ยงเพื่อแลกคะแนน โทรศัพท์เสนอเงิน ส่งข้อความขอให้ช่วยลงคะแนน รวมถึงโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. นายอภิสิทธิ์จึงเห็นว่า ข้อกล่าวหาในคดีที่ กกต.จะพิจารณาครั้งนี้มีขนาดและความร้ายแรงมากกว่าหลายคดีที่เคยส่งให้ศาลฎีกา

 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า กรรมการ กกต. 4 คนได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จึงอาจถูกมองว่ามีส่วนได้เสีย แม้กฎหมายกำหนดให้ต้องร่วมประชุม แต่ทางออกตามหลักนิติธรรมคือมีมติส่งคดีให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

 

ส่วนข้อโต้แย้งว่าการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เป็น “ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ” นายอภิสิทธิ์อ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในกรณี พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งระบุว่าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และ DSI ไม่ผิดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์เตือนว่า หาก กกต.ใช้สองมาตรฐาน คำวินิจฉัยครั้งนี้อาจกระทบความน่าเชื่อถือขององค์กรและระบบการเมือง รวมทั้งอาจถูกตรวจสอบว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือมติ กกต.วันที่ 14 กันยายน และเหตุผลทางกฎหมายที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ.

ข่าวล่าสุด

GULF มอบเครื่องตรวจคุณภาพอากาศอัตโนมัติแก่ สปป.ลาว ดันระบบเฝ้าระวังไฟป่า-หมอกควันข้ามพรมแดน

GULF มอบเครื่องตรวจคุณภาพอากาศอัตโนมัติแก่ สปป.ลาว ดันระบบเฝ้าระวังไฟป่า-หมอกควันข้ามพรมแดน