
“พชร” เตือนไทยเสี่ยง Japanification เสนอ 5 ทางแก้แก่ก่อนรวย
“พชร” ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ หนี้สูง ประชากรแก่เร็ว เสี่ยงเดินซ้ำรอยญี่ปุ่น เสนอ 5 แนวทางปรับโครงสร้าง พร้อมระบบติดตามผลที่ชัดเจน
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะเติบโตต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ แต่การใช้จ่ายและการลงทุนยังไม่ฟื้น เพราะหนี้ครัวเรือนสูง
- ไทยเสี่ยง “แก่ก่อนรวย” เนื่องจากเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่รายได้ต่อหัวยังอยู่ในระดับประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง
- เสนอ 5 แนวทางปรับโครงสร้าง ครอบคลุมคนและเทคโนโลยี อุตสาหกรรมใหม่ ท่องเที่ยว งบประมาณ และหนี้ครัวเรือน
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตือนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสัญญาณคล้ายภาวะ “Japanification” ทั้งการเติบโตต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ และประชากรสูงวัย จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมสร้างระบบติดตามผลนโยบายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “แก่ก่อนรวย”
นายพชรระบุว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับ 1% ตามหลักควรช่วยกระตุ้นการกู้ยืม การบริโภค และการลงทุน แต่กลไกดังกล่าวยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากครัวเรือนจำนวนมากมีภาระหนี้สูง รายได้จึงถูกนำไปชำระหนี้เดิมแทนการใช้จ่ายใหม่
การกำกับบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคก่อหนี้เกินความสามารถในการชำระ
ความเสี่ยงยังมาจากอัตราเจริญพันธุ์ที่ต่ำกว่า 1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ขณะที่ภาคท่องเที่ยวไม่อาจเป็นเครื่องยนต์หลักเพียงด้านเดียว ส่วนภาคการผลิตและส่งออกต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกและฐานการผลิตใหม่ เช่น เวียดนาม
นายพชรมองว่า ไทยน่ากังวลกว่าญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยหลังสร้างฐานความมั่งคั่งและผลิตภาพในระดับประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไทยกำลังเผชิญเส้นทางประชากรลักษณะเดียวกัน ขณะที่รายได้ต่อหัวยังอยู่ในระดับประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง
เมื่อการเงินถูกจำกัดด้วยหนี้ครัวเรือน และการคลังเผชิญหนี้สาธารณะใกล้กรอบ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ตลาดทุนจึงควรมีบทบาทจัดสรรเงินไปยังเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล การผลิตขั้นสูง และธุรกิจสุขภาพ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณและการออมระยะยาว
นายพชรเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหา ได้แก่
- ลงทุนด้านคน การศึกษา ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ โดยกำหนดตัวชี้วัดผลิตภาพที่ตรวจสอบได้
- วางกติกากำกับศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมขั้นสูง ครอบคลุมพลังงาน ที่ดิน แรงงานทักษะสูง และการถ่ายทอดประโยชน์สู่ธุรกิจไทย
- ยกระดับการท่องเที่ยวสู่ตลาดคุณภาพ ดึงนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง และปราบธุรกิจสีเทา
- ติดตามผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการรัฐ เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง
- ลดหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้การลดดอกเบี้ยในอนาคตกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง
นายพชรย้ำว่า ปัญหาของนโยบายไทยหลายเรื่องไม่ได้อยู่ที่ทิศทาง แต่เป็นการขาดความต่อเนื่องและการกำกับผลลัพธ์ รัฐจึงต้องวางแผนระยะยาว พร้อมรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและต่างประเทศควบคู่กันไป







