
อนุสิทธิบัตร ยกระดับงานประดิษฐ์
.....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ได้พูดถึงสิทธิบัตรติดต่อกันมาหลายฉบับ จนผู้อ่านบางท่านอาจจะเริ่มเบื่อกันแล้ว แถมยังยกตัวอย่างกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับข้าวหอมมะลิ ซึ่งเลี้ยงคนไทยมาตั้งแต่เกิดจนตาย แต่อย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อน เพราะยังไงๆ ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องนี้อยู่ดี เพราะเรื่องสิทธิบัตรที่พูดมานั้นเป็นเรื่องของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แม้จะมีการพูดถึงอนุสิทธิบัตรอยู่บ้าง ก็ไม่ได้อธิบายในรายละเอียด ผู้เขียนจึงขอกลับไปคุยเรื่องวิชาการกันหน่อยดีกว่า ขอวนๆ อยู่ในเรื่องพวกนี้อีกสักพัก ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรียนรู้กันให้ครบถ้วนไปเลย
เรื่องของสิทธิบัตรนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ซึ่งจะเป็นกรรมวิธีหรือกระบวนการผลิต หรือเป็นผลิตภัณฑ์ก็ได้ จะเป็นการคิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด หรือจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงของเดิมให้ดีขึ้นก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่การขยายให้ใหญ่ขึ้นหรือย่อให้เล็กลง หรือจะเป็นการปรับปรุงจากของเดิมเพื่อไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นก็ได้ เช่น ปรับปรุงเครื่องทำน้ำแข็งไสไปทำหิมะเทียม เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดต่างๆ นั้นผู้เขียนจะขอไม่นำมากล่าวซ้ำอีก เดี๋ยวจะเบื่อกันจนไม่อ่าน เพราะได้กล่าวไปในฉบับก่อนๆ ค่อนข้างมากแล้ว ประเด็นสำคัญที่คงจะจำเป็นต้องพูดถึงสั้นๆ คือ ต้อง
มีความใหม่
มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
ประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม หรือเกษตรกรรมได้
พูดซ้ำๆ แบบนี้ เรียนว่าท่องกันให้ขึ้นใจไปเลย เพราะยังมีนักประดิษฐ์อีกเป็นจำนวนมากที่คิดประดิษฐ์อะไรก็ลุยไปเลย โดยไม่เข้าไปตรวจสอบข้อมูลก่อนว่ามีที่ไหนเขาทำกันแล้วบ้าง คิดว่าสิ่งประดิษฐ์ของตนเป็นของใหม่ ไม่มีใครคิดได้ นี่ก็เจ๋งสุดแล้ว แต่พอมายื่นขอจดสิทธิบัตร และมีการตรวจสอบเบื้องต้นกันไป หรือที่เรียกว่า Prior Art ก็จอดไม่ใช่เจ๋ง เพราะเขาทำกันไว้แล้ว ทีนี้ก็จะรับไม่ได้ เพราะลงทุนลงแรงเสียเวลาเสียหัวคิดกับสิ่งประดิษฐ์นี้มามาก ลงท้ายก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงกลับไปโทษฝรั่ง โทษระบบทรัพย์สินทางปัญญาไปเลย
2.อนุสิทธิบัตร ก็เป็นอะไรที่เหมือนกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เกือบจะทุกประการ ต่างกันแต่ตรงประเด็นสำคัญนี่เอง คือไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น จึงต้องมีเพียง 2 ข้อ คือ มีความใหม่และประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม หรือเกษตรกรรมได้
อนุสิทธิบัตรนี้บางประเทศก็ไม่มีการออกอนุสิทธิบัตรให้ บางประเทศก็มีการออกอนุสิทธิบัตรให้เพื่อเป็นการคุ้มครอง การประดิษฐ์ที่ไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงจนถึงขั้นจะขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือเรียกง่ายๆ ว่า สิทธิบัตรใหญ่ได้ เช่น วิธีการกรีดร่องบนต้นไม้กฤษณาเพื่อให้มีความหอมเพิ่ม เป็นต้น ซึ่งไม่ได้มีกรรมวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก หรือการทำสบู่จากรังไหม เป็นต้น ประเทศไทยเองมีกฎหมายที่ให้การคุ้มครองการประดิษฐ์ที่ไม่มีขั้นตอนที่สูงมากเพื่อช่วยเหลือนักประดิษฐ์ไทยให้ผลงานได้รับการคุ้มครอง โดยตราอยู่ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2535 (ฉบับที่ 2) และ (ฉบับที่ 3) พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2542 เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องของการตรวจสอบความใหม่ ก่อนการตรวจละเอียด หรือที่เรียกว่า Prior Art ในเรื่องของอนุสิทธิบัตรนี้จะไม่มีเหมือนในเรื่องสิทธิบัตรใหญ่ พูดง่ายๆ ก็คือถ้าเห็นว่าใหม่ และใช้ในเชิงอุตสาหกรรมได้ คือเข้าหลักเกณฑ์ 2 ข้อก็จดสิทธิบัตรให้ไปเลย จนกว่าจะมีผู้คัดค้าน เมื่อมีการประกาศโฆษณาหรือเมื่อมีผู้ร้องขอให้ตรวจสอบความใหม่ ดังนั้นการขอรับความคุ้มครองในรูปของอนุสิทธิบัตรจึงรวดเร็วกว่าสิทธิบัตรใหญ่ และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาคุ้มครองกรณีของอนุสิทธิบัตรจะสั้นกว่าสิทธิบัตรใหญ่คือ 10 ปี ขณะที่อายุการคุ้มครองสิทธิบัตรใหญ่มีระยะเวลาถึง 20 ปี
ที่จริงแล้วนักประดิษฐ์ที่มีผลงานเข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ อาจจะไม่ยื่นขอจดสิทธิบัตรใหญ่ แต่ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรก็ได้ ถ้าดูไปดูมาแล้วเห็นว่าเรื่องของความรวดเร็วที่จะได้รับความคุ้มครองและประหยัดค่าใช้จ่ายสำคัญกว่า นอกจากนี้อาจยังพิจารณาเห็นว่าอนาคตจะมีการคิดพัฒนาผลงานนี้ต่อไปอีก ซึ่งระยะเวลาการคุ้มครองเพียง 10 ปี จะเป็นการเพียงพอที่จะให้วิจัยพัฒนาต่อยอดไปได้แล้ว แต่นักประดิษฐ์ทั้งหลายต้องตัดสินใจเลือกให้ดีว่าจะเอาไงกันแน่ จะโลเลไม่ได้ คิดหน้าคิดหลังกันให้รอบคอบ ถ้ามองว่าเอาละอนาคตฉันจะพัฒนาต่อแน่ ขอกันไว้ก่อน คุ้มครอง 10 ปีก็พอแล้ว อยากลองทำขายก่อนว่าตลาดจะเห็นว่าเจ๋งอย่างที่เราคิดไหม ถ้าขายไม่ได้ก็ยกเลิกกันไป ลงทุนน้อยหน่อยก็ไม่ต้องขอสิทธิบัตรใหญ่ แต่ถ้าเป็นอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนคิดกันจนผมหงอกหรือผมร่วงหมด แชมพูชนิดไหนก็เอาไม่อยู่ ก็จดไปเถอะสิทธิบัตรใหญ่ รอกัน 23 ปีกว่าจะได้ก็ยังคุ้มค่า เพราะเขาคุ้มครองถึง 20 ปี อย่างเช่นเรื่องยา กว่าจะวิจัยกันได้ก็ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี กว่าจะทำการทดลองกับคนตามโรงพยาบาลที่เรียกกันว่า Clinical Trial ก็เป็นเวลาอีก 10 ปี แถมบางทีทำๆ มาเป็น 10 ปีแล้วก็ล้มเหลวอีก ได้ผลไม่ดีหรือมีผลข้างเคียงรุนแรงไป หรือคนแพ้กันมากไปก็จบ พวกนี้เขาก็รอได้ กว่าจะได้จดเรียบร้อยใช้เวลา 45 ปีก็ไม่มีปัญหา เพราะได้รับการคุ้มครอง 20 ปี ขายแพงๆ หน่อยก็คุ้มทุนกับเวลาที่เสียไป
เรื่องการตัดสินใจว่าจะจดอะไรในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญายังมีให้เลือกกันอีกหลายประเภท บางอย่างอาจจะจดทั้งสิทธิบัตรการประดิษฐ์และสิทธิบัตรออกแบบ แล้วยังทำแผ่นพับไปจดแจ้งลิขสิทธิ์ได้อีก บางเรื่องอาจจะไม่จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์เพราะไม่อยากเปิดเผย กลัวคนเขาขโมยไป ก็ไปแจ้งเป็นความลับทางการค้าก็ได้ แต่เอาแค่เรื่องระหว่างสิทธิบัตรใหญ่กับอนุสิทธิบัตรก่อนดีกว่า ที่ให้คิดให้ดีเพราะเลือกได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะรักพี่เสียดายน้องไม่ได้ จะเห็นว่าชื่อเป็น
“อนุๆ” ก็เลยขอเก็บไว้ทั้งสองอย่างก็ไม่ได้อีก กฎหมายเขาไม่ให้ ถึงขั้นฟ้องร้องกันได้ เป็นเรื่องเป็นราวยังกับฟ้องหย่ากันเลยทีเดียว เรื่องบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นเรื่องที่มีการเรียนการสอนกันในมหาวิทยาลัยแต่ก็มีอีกมากที่ไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ทำให้จดสิทธิบัตรใหญ่ไม่ได้ ก็มายื่นขอจดอนุสิทธิบัตร ซึ่งถ้าพอดูได้ก็จดให้กันไป ที่ว่าพอดูได้ในที่นี้หมายความว่า พอจะนับได้ว่าเป็นการประดิษฐ์อยู่บ้าง ไม่ใช่มายื่นขอจดเครื่องกรองน้ำที่ใช้กรวดทรายและถ่านใส่ไว้แบบที่เราเรียนกันสมัยเด็กๆ หรืออาจจะเป็นที่ผู้เขียนเรียนก็ได้ สมัยหลังๆ นี้คงไม่มีแล้ว แบบนั้นก็คงจะจดอนุสิทธิบัตรกันลำบากหน่อย แต่ขนาดคัดกันบ้างแล้วก็ยังมีสิทธิบัตรที่เขาเรียกว่า สิทธิบัตรขยะ อยู่อีกจำนวนมาก คือคุณภาพของสิทธิบัตรไม่ดี ขายก็ไม่ได้ ตลาดไม่สนใจ แต่ก็ไม่ใช่มีแต่ประเทศไทยเท่านั้น ประเทศอื่นๆ เขาก็มี แม้แต่ญี่ปุ่นเองที่เห็นประดิษฐ์กันออกมาเจ๋งๆ เยอะมาก ก็ยังมีส่วนที่เรียกว่าสิทธิบัตรขยะอยู่อีกพอสมควร







