
“วัส” ชี้ระบบเลือก สว. ไปต่อไม่ได้ จี้ กกต. ส่งคดีฮั้วให้ศาลชี้ขาดเอง
“วัส ติงสมิตร” ชี้ระบบเลือก สว. เปิดช่องฮั้ว เตือน กกต. อย่ายกคำร้อง เหตุมีอำนาจส่งศาลเมื่อพบข้อสงสัย พร้อมเสนอ 3 ทางฟื้นศรัทธาองค์กรอิสระอย่างโปร่งใส
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร ชี้ว่าระบบเลือก สว. ที่ให้ผู้สมัครเลือกกันเองมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เปิดช่องให้เกิดการสมยอม (ฮั้ว) และไม่สามารถใช้ต่อไปได้
- เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. ให้ศาลเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยโดยตรง
- ให้เหตุผลว่า กกต. อาจมีข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการส่งเรื่องให้ศาลจะช่วยสร้างความชัดเจนและลดข้อครหาต่อการทำหน้าที่
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเอง มีปัญหาเชิงโครงสร้างและเปิดช่องให้เกิดการสมยอม พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย
นายวัสแสดงความเห็นในงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า
นายวัสกล่าวว่า ระบบเลือก สว. ซึ่งให้ผู้สมัครเลือกกันเอง มีปัญหาอยู่ในตัวและเปิดช่องให้เกิดการตกลงหรือสมยอมกันอย่างชัดเจน ขณะที่ประชาชนจำนวนมากมองเห็นความผิดปกติจากผลการคัดเลือก โดยบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้พิพากษา ยังไม่สามารถผ่านเข้าสู่ระดับประเทศได้
“ระบบเลือก สว. แบบนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว และต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน” นายวัสกล่าว
สำหรับข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. นายวัสเห็นว่า กกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากกรรมการ กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจากวุฒิสภาชุดนี้ จึงอาจเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางผลประโยชน์
นายวัสเตือนว่า หาก กกต. มีมติยกคำร้อง อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. สามารถส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาได้เมื่อมี “เหตุอันควรสงสัย” โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อกล่าวหาให้ได้ข้อยุติด้วยตนเอง
นอกจากนี้ เรื่องดังกล่าวดำเนินมานานกว่า 3 เดือนแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่ กกต. จะอ้างว่าไม่มีเหตุอันควรสงสัย นายวัสจึงเสนอให้ส่งสำนวนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เพื่อสร้างความชัดเจนและลดข้อครหาต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ
ส่วนแนวทางแก้ไขวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระ นายวัสเห็นว่า ประเทศไทยยังสามารถใช้ระบบสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งได้ แต่ต้องปรับกระบวนการให้โปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้มากขึ้น โดยเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก ผู้สมัครต้องยืนยันคุณสมบัติและแสดงความพร้อมต่อสาธารณะ รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลหรือแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง
ประการที่ 2 กระบวนการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครควรถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับชม เพื่อเปิดโอกาสให้สังคมตรวจสอบความรู้ ความสามารถ และท่าทีของผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง เช่นเดียวกับกระบวนการสรรหาประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ประการที่ 3 ขั้นตอนการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง อาจดำเนินการผ่านรัฐสภาหรือวุฒิสภา แต่ต้องออกแบบกระบวนการให้เปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการคัดเลือกบุคคลตามความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ทางการเมือง
นายวัสมองว่า การปฏิรูปกระบวนการสรรหาและที่มาขององค์กรอิสระเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบเลือก สว. และการทำหน้าที่ของ กกต. กำลังถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง.







