
“บวรศักดิ์” เสนออภิวัติ 5 ด้าน รื้อรัฐธรรมนูญ กู้ศรัทธาองค์กรอิสระ
“บวรศักดิ์” เสนออภิวัติ 5 ด้าน เร่งตั้งรัฐบาล รื้อระบบสรรหาองค์กรอิสระ คืนสิทธิถอดถอนแก่ประชาชน และแยกงานจัดเลือกตั้งออกจาก กกต.
KEY
POINTS
- นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เสนอแนวทาง “อภิวัติ 5 ด้าน” ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระและระบบการเมือง
- ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วยการปฏิรูประบบการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระให้โปร่งใสและยึดโยงกับหลายฝ่ายมากขึ้น พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชนถอดถอนนักการเมืองได้โดยตรง
- เสนอให้แยกภารกิจจัดการเลือกตั้งออกจาก กกต. และรับรองสถานะให้ประชาชนสามารถรวมตัวเป็น “กลุ่มการเมือง” ได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เสนอแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ “อภิวัติ 5 ด้าน” ครอบคลุมตั้งแต่การเร่งจัดตั้งรัฐบาล ปรับระบบสรรหาองค์กรอิสระ คืนอำนาจถอดถอนนักการเมืองให้ประชาชน รื้อบทบาทสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรับรองสถานะกลุ่มการเมือง เพื่อแก้วิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นบนเวทีเสวนาเรื่อง “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ที่มาและทางออก” จัดโดยคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า
นายบวรศักดิ์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบ 25 กลุ่มประเด็น โดยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตถือเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญ
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานในรัฐบาล “อนุทิน 1” พบหลายกรณีที่สะท้อนว่า ผู้มีอำนาจยังไม่ได้ให้ความสำคัญหรือเร่งจัดการปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน องค์กรอิสระซึ่งเริ่มต้นในรัฐธรรมนูญปี 2540 และขยายเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในปี 2550 จนถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา โดยผลการศึกษาร่วมกันระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้น เนื่องจากผลงานไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของสังคมได้
สำหรับแนวทางแก้ปัญหา นายบวรศักดิ์เสนอ “อภิวัติ 5 ด้าน” ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1. เร่งกระบวนการได้มาซึ่งรัฐบาล
ข้อเสนอแรกมุ่งลดภาวะสุญญากาศหลังสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ โดยกำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 30 วันหลังยุบสภา และภายใน 15 วันเมื่อสภาครบวาระ
นอกจากนี้ ควรกำหนดกรอบเวลารับรองผลเลือกตั้ง เรียกประชุมรัฐสภา และลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้การจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อหลายเดือน จนอาจกระทบการบริหารประเทศและความเชื่อมั่นของประชาชน
2. ปรับระบบสรรหาองค์กรอิสระ
นายบวรศักดิ์เสนอให้นำแนวคิดจากร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 กลับมาปรับใช้ โดยให้คณะกรรมการสรรหามาจากหลายฝ่าย ทั้งศาล รัฐบาล ฝ่ายค้าน และองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้กระบวนการแต่งตั้งถูกครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ส่วนขั้นตอนให้ความเห็นชอบในรัฐสภา ควรแยกนับคะแนนเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สส.ฝ่ายรัฐบาล สส.ฝ่ายค้าน และ สว. ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องได้คะแนนสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของแต่ละกลุ่ม
กระบวนการทั้งหมดต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งผลการลงคะแนน ข้อมูลการตรวจสอบคุณสมบัติ และประวัติของผู้สมัคร เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้
3. คืนอำนาจถอดถอนนักการเมืองแก่ประชาชน
ข้อเสนอที่ 3 คือการเปิดทางให้ประชาชนถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้โดยตรง หากเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมลงคะแนนถอดถอน
ส่วนกรณี สส. หรือ สว. ให้ประชาชนในจังหวัด ภาค หรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ลงคะแนน เพื่อทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่ตนเป็นตัวแทนมากขึ้น
4. แยกงานจัดเลือกตั้งออกจาก กกต.
นายบวรศักดิ์เสนอให้ถ่ายโอนภารกิจจัดการเลือกตั้งออกจาก กกต. ไปให้ส่วนราชการระดับกระทรวง หน่วยงานในภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ เพื่อแยกบทบาทผู้จัดการเลือกตั้งออกจากผู้กำกับกติกา
ภายใต้โครงสร้างใหม่ กกต. จะเหลือภารกิจหลัก 2 ด้าน คือ ออกกฎเกณฑ์และกำกับดูแลการเลือกตั้ง รวมถึงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
5. เปิดทางให้ประชาชนตั้งกลุ่มการเมือง
ข้อเสนอสุดท้ายคือการรับรองให้ประชาชนรวมตัวทำกิจกรรมในรูปแบบ “กลุ่มการเมือง” ได้ โดยไม่ต้องจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง ซึ่งมีเงื่อนไขซับซ้อน ทั้งเรื่องจำนวนสมาชิกและการจัดตั้งสาขาพรรค
แนวทางนี้มีเป้าหมายลดข้อจำกัดในการรวมกลุ่ม เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น และสร้างทางเลือกนอกเหนือจากการเข้าสู่ระบบพรรคการเมือง
นายบวรศักดิ์ย้ำว่า ก่อนเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติม ผู้จัดทำควรศึกษาข้อมูลเชิงลึกและเปรียบเทียบระบบของต่างประเทศอย่างรอบด้าน เพื่อให้กติกาที่ออกแบบขึ้นสามารถแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนโครงสร้างบนกระดาษ แต่ต้องช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้อย่างยั่งยืน







