
“สติธร” เตือนพรรคประชาชน อย่าปรับเกมจนเสียต้นทุนความเชื่อมั่น
นักรัฐศาสตร์จุฬาฯ สติธร ธนานิธิโชติ ชี้ท่าที “ศิริกัญญา” ยังไม่ใช่มติพรรค เตือนการจับมือขั้วอำนาจเดิมอาจกระทบฐานเสียงและเปิดช่องถูกโจมตีเรื่องจุดยืน
KEY
POINTS
- ดร.สติธร เตือนพรรคประชาชนว่าการส่งสัญญาณพร้อมเจรจากับขั้วการเมืองอื่นเพื่อคานอำนาจ อาจทำให้พรรคเสียจุดยืนที่ชัดเจน
- การปรับเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะทำลาย "ต้นทุนความเชื่อมั่น" จากฐานเสียงที่สนับสนุนพรรคในฐานะการเมืองรูปแบบใหม่
- พรรคควรดำเนินกลยุทธ์อย่างรอบคอบ โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการคานอำนาจทางการเมืองกับการรักษาอุดมการณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคไว้
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ทิศทางของพรรคประชาชนว่า การส่งสัญญาณเปิดทางพูดคุยกับขั้วการเมือง “สีแดง” และ “สีเขียว” เพื่อคานอำนาจขั้ว “สีน้ำเงิน” ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นมติหรือจุดยืนอย่างเป็นทางการของพรรค พร้อมเตือนว่าการปรับยุทธศาสตร์โดยขาดความชัดเจนอาจทำให้พรรคสูญเสียต้นทุนทางความเชื่อมั่นจากฐานเสียง
มุมมองดังกล่าวมีขึ้นภายหลัง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แกนนำพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับขั้วสีแดงและสีเขียว หากจำเป็นต้องสร้างสมการทางการเมืองเพื่อคานอำนาจขั้วสีน้ำเงิน
ดร.สติธรมองว่า คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวอาจเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล หรือเป็นการตอบคำถามตามเงื่อนไขและสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น จึงยังไม่ควรนำไปตีความว่าพรรคประชาชนได้เปลี่ยนจุดยืนหรือกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคประชาชนต้องระมัดระวังคือ ความชัดเจนและความสอดคล้องของจุดยืนทางการเมือง เนื่องจากพรรคสร้างฐานสนับสนุนขึ้นมาจากภาพลักษณ์ของการนำเสนอการเมืองรูปแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการรวมขั้วและต่อรองอำนาจในระบบการเมืองแบบเดิม
หากพรรคเลือกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสมการอำนาจร่วมกับฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็น “ขั้วอำนาจเดิม” แม้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดหรือคานอำนาจขั้วสีน้ำเงิน ก็อาจสร้างความสับสนให้แก่ผู้สนับสนุนว่า พรรคยังยึดมั่นในแนวทางเดิมมากน้อยเพียงใด
ความเสี่ยงสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงผลลัพธ์ของการจัดตั้งขั้วการเมือง แต่รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของฐานเสียง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของพรรคประชาชน หากผู้สนับสนุนเห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองไม่สอดคล้องกับสิ่งที่พรรคเคยประกาศไว้ อาจนำไปสู่การตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือในระยะยาว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนท่าทีจากจุดยืนเดิม โดยเฉพาะกรณีที่พรรคเคยประกาศว่าจะไม่ร่วมมือกับพรรคการเมืองบางพรรค อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้โจมตีว่า พรรคไม่ปฏิบัติตามคำมั่นหรือเปลี่ยนจุดยืนตามสถานการณ์
ในมุมมองของ ดร.สติธร พรรคประชาชนจึงควรวางท่าทีอย่างรอบคอบ และไม่เร่งรีบผูกมัดตัวเองเข้ากับสมการทางการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน เพราะแม้ยุทธศาสตร์รวมขั้วอาจสร้างผลได้ในระยะสั้น แต่ต้นทุนที่ต้องแลกอาจเป็นความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน
โจทย์สำคัญของพรรคประชาชนจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการคานอำนาจทางการเมืองกับการรักษาอุดมการณ์และจุดยืนเดิม พรรคต้องอธิบายให้ฐานเสียงเข้าใจว่า การพูดคุยหรือร่วมมือกับฝ่ายอื่นมีขอบเขต เงื่อนไข และเป้าหมายอย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนข้างหรือกลับคำประกาศที่ผ่านมา
คำให้สัมภาษณ์ของแกนนำพรรคเพียงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่าพรรคประชาชนกำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ แต่ถือเป็นสัญญาณที่พรรคต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพราะทุกท่าทีอาจส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และฐานสนับสนุนในอนาคต







