posttoday
ปชป.จี้ทบทวน TH-AI Passport ชี้เสี่ยงไม่คุ้มงบ 1.6 พันล้าน

ปชป.จี้ทบทวน TH-AI Passport ชี้เสี่ยงไม่คุ้มงบ 1.6 พันล้าน

20 กรกฎาคม 2569

ดร.การดี จ่อยื่น 3 ข้อกังวลโครงการ TH-AI Passport ทั้งความคุ้มค่างบ 1.6 พันล้าน ความโปร่งใสจัดซื้อจัดจ้าง และอธิปไตยข้อมูล

KEY

POINTS

  • พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ทบทวนโครงการ TH-AI Passport งบประมาณ 1.6 พันล้านบาท โดยชี้ว่าไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเครื่องมือ AI ฟรีที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่แล้ว
  • ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ทดลองใช้ชี้ว่าระบบยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพหลายด้าน เช่น การวิเคราะห์ไฟล์เสียง วิดีโอ และเอกสาร ซึ่งด้อยกว่า AI เวอร์ชันฟรีที่มีในปัจจุบัน
  • มีความกังวลด้านอธิปไตยข้อมูลและความมั่นคงของชาติ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อมูลผู้ใช้งานจะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศตามข้อกำหนดหรือไม่

 ที่อาคารรัฐสภา มีการจัดเวทีเสวนาวิเคราะห์โครงการ “TH-AI Passport” พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และนโยบายเทคโนโลยี ประกอบด้วย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI นายวรพจน์ ธาราศิริสกุล ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย และ ดร.พิชชาเพ็ญ ประทีปะวณิช ผู้ก่อตั้ง Bangkok AI Builder Hub ร่วมสะท้อนมุมมองต่อโครงการดังกล่าว

 

ดร.การดี กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะปรับรูปแบบการใช้งบประมาณจากการจ่ายแบบเหมาจ่ายมาเป็นระบบ pay-per-active user แต่ยังมีช่องโหว่หลายด้าน และยังไม่ตอบโจทย์เป้าหมายการยกระดับทักษะ AI ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยตั้งข้อสังเกตว่าการนิยามคำว่า “ผู้ใช้งานจริง” ยังไม่มีความชัดเจน เช่น การล็อกอินเพียงครั้งเดียวต่อเดือน หรือการใช้ระบบแจ้งเตือนเพื่อดึงผู้ใช้กลับเข้าสู่แพลตฟอร์ม ซึ่งอาจทำให้มีการนับจำนวนผู้ใช้งานโดยไม่สะท้อนผลลัพธ์ที่แท้จริงของโครงการ แม้การใช้ระบบ ThaiID จะช่วยลดปัญหาบัญชีซ้ำซ้อนได้ก็ตาม

พร้อมกันนี้ ดร.การดี ประกาศจุดยืนว่าควรยุติโครงการและนำงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทกลับมาทบทวนใหม่   อย่างไรก็ตาม การตรวจรับโครงการด้าน AI ควรมีผู้เชี่ยวชาญร่วมประเมินผล ไม่ใช่อาศัยเพียงการตรวจสอบตามเอกสาร เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้การใช้งบประมาณภาครัฐไม่เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

 ดร.การดี ระบุว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือ AI ฟรีจำนวนมากที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อยู่แล้ว จึงตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท กับโครงการที่ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงคุณภาพหรือศักยภาพที่เหนือกว่าทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าภาครัฐมีระบบและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบ e-Learning หรือโครงการด้านการเรียนรู้ของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดและพัฒนาให้เกิดประโยชน์ได้ โดยมองว่าหลายรายการในโครงการมีต้นทุนสูงผิดปกติ แม้จะผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการใช้งบประมาณหรือเงินกองทุนอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.การดี ยังแสดงความกังวลต่อประเด็นอธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) และอธิปไตยด้าน AI ของประเทศ โดยระบุว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าข้อมูลของผู้ใช้งานจะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศตามที่กำหนดไว้ใน TOR หรือไม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่สำคัญ ขณะที่ประเทศไทยเองก็ยังไม่มีแนวทางรองรับเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ดร.การดีมองว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่รัฐบาลจะปล่อยให้โครงการเดินหน้าต่อไปโดยไม่ทบทวนอย่างรอบด้าน และไม่ต้องการให้โครงการดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่ง “บทเรียนราคาแพง” หรือ “ค่าโง่” ของประเทศไทย จากการใช้งบประมาณจำนวนมากแต่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่าต่อประชาชน

หลังจากนี้ตนก็จะเตรียมยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนโครงการใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ความคุ้มค่าของงบประมาณ และประเด็นอธิปไตยข้อมูล โดยหวังว่าผู้บริหารโครงการและรัฐมนตรีที่กำกับดูแลจะดำเนินการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

ด้าน รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ เปิดเผยผลการทดลองใช้งาน TH-AI Passport ว่า ระบบยังมีข้อจำกัดหลายด้านเมื่อเทียบกับ AI เวอร์ชันฟรีของผู้ให้บริการรายใหญ่ โดยเฉพาะการรองรับไฟล์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการเชื่อมต่อเครื่องมือสำหรับการทำงานจริง จากการทดสอบพบว่ายังไม่สามารถถอดเสียงจากไฟล์วิดีโอหรือไฟล์เสียงได้ รวมถึงไม่สามารถสรุปเอกสาร PDF บางประเภทได้ แม้จะเลือกใช้โมเดลระดับสูง อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาดไฟล์และจำนวนไฟล์ที่สามารถประมวลผลได้พร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ธนชาติ มองว่าจุดแข็งของ TH-AI Passport อยู่ที่ความสามารถด้านการสร้างภาพ ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกับ AI เวอร์ชันฟรีในตลาด แม้จะยังมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนภาพที่สร้างได้ก็ตาม พร้อมระบุว่าหากโครงการต้องการเป็นเครื่องมือยกระดับทักษะ AI ของคนไทย ความสามารถพื้นฐานควรอย่างน้อยต้องเทียบเท่ากับ AI เวอร์ชันฟรีในปัจจุบัน เพราะ AI ยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถาม แต่ต้องสามารถทำงานร่วมกับไฟล์เสียง วิดีโอ เอกสาร และเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถเชื่อมต่อกับบริการภายนอกได้มากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้นำไปต่อยอดการทำงานได้เช่นเดียวกับแพลตฟอร์ม AI ชั้นนำ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยจำนวนมากใช้ AI ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้งานด้านไลฟ์สไตล์ จึงอยากเห็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับการทำงานและเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้มากกว่าเป็นเพียงแชตบอตทั่วไป

ในช่วงถาม-ตอบ ผู้เข้าร่วมเสวนาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท เมื่อ AI เวอร์ชันฟรีในปัจจุบันมีศักยภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควรเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับ AI ระดับ Pro หรือไม่ โดย รศ.ดร.ธนชาติ เห็นว่าระบบยังไม่สามารถแข่งขันกับ AI ระดับ Pro ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ใช้เวลานาน จนทำให้ข้อกำหนดทางเทคนิคล้าหลังเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว พร้อมเสนอว่าไทยควรมุ่งพัฒนา AI เฉพาะทางที่ตอบโจทย์ประเทศ มากกว่าการแข่งขันกับ Big Tech โดยตรง


ด้าน นายวรพจน์ ธาราศิริสกุล กล่าวว่า ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องลงทุนด้าน AI อย่างจริงจัง แต่การประเมินความสำเร็จของโครงการควรวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนและเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาทักษะของประชาชน มากกว่าการเปรียบเทียบเพียงว่าเป็น AI เวอร์ชันฟรีหรือเวอร์ชัน Pro พร้อมย้ำว่าหากประเทศไทยไม่เร่งลงทุนและพัฒนา AI ตั้งแต่วันนี้ อาจสูญเสียโอกาสในการแข่งขันกับนานาประเทศในอนาคตได้

ข่าวล่าสุด

PayPal ถูกยื่นซื้อกิจการ จับตาอนาคตธุรกิจชำระเงินออนไลน์

PayPal ถูกยื่นซื้อกิจการ จับตาอนาคตธุรกิจชำระเงินออนไลน์