
ขีดเส้น 30 วันรู้ผล คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำคนโกงไม่ควรรับราชการ
คดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 คืบหน้า เร่งสอบครบทุกขั้นตอนตั้งแต่ก่อนสอบ ถึงหลังสอบ ตั้งเป้าสรุปผลใน 30 วัน ชี้พบข้อมูลน่าตกใจ ย้ำคนทุจริตไม่ควรรับราชการทุกระดับ
เวลา 15.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568
นายปกรณ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งขึ้นในเรื่องการสอบเป็นพนักงานราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ซึ่งครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 2 และคณะทำงานที่มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเป็นประธานได้มาสรุปรายงานให้ฟังถึงความคืบหน้าการรวบรวมข้อมูลและการกำหนดแนวทางในการดำเนินการที่ผ่านมา การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคต
สำหรับผลการประชุมในวันนี้เป็นการรับทราบกรอบแนวทางและข้อมูลเบื้องต้นที่คณะทำงานได้ดำเนินการมา แต่ยังไม่ลงลึกในรายละเอียด เพราะอาจกระทบต่อการดำเนินงานในอนาคต
ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า ตนในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ในการดำเนินการของเราตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม เป็นต้นมา จากการประชุมครั้งที่ 1 เรามีหลักคิดในกรอบแนวคิดว่าสิ่งที่ปรากฏในเรื่องการคิดว่ามีการทุจริตการสอบในส่วนท้องถิ่น เราก็เห็นข้อมูลทั่วไปทั้งเรื่องการออกสื่อรายการทีวี การวิพากษ์วิจารณ์กัน ตนย้ำว่าเป็นการพูดกันในเรื่องข้อมูล แต่คณะกรรมการและคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงมีหน้าที่ที่จะให้บังเกิดข้อเท็จจริง ว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นอย่างไรกันแน่
ดังนั้นคณะทำงานจึงได้วางกรอบแนวคิดเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตอนการเตรียมการสอบ เกิดอะไรขึ้นในกระบวนการ มีข้อเท็จจริงอะไรที่เกิดขึ้นบ้าง ยกตัวอย่างเช่นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า TOR ถูกต้องหรือไม่ การรับสมัครถูกหรือไม่ การออกแบบข้อสอบ การเก็บข้อสอบ การรักษาความปลอดภัยถูกหรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของคณะทำงานและคณะกรรมการชุดนี้ที่จะทำให้ปรากฏว่าประเด็นเหล่านั้นมีข้อเท็จจริงเป็นแบบไหนอย่างไร
2.ในระหว่างการสอบ การแบ่งกลุ่มจัดสถานที่ การแจกข้อสอบ การทำข้อสอบ การคุมข้อสอบ มีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในขั้นตอนและกระบวนการนี้อย่างไร เป็นหน้าที่ที่เราจะหาข้อเท็จจริงขึ้นมา
และ 3.เป็นเรื่องของจากที่มีการสอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการประมวลผลการสอบ การตรวจข้อสอบ มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแก้ไขคำตอบ เรื่องคะแนนสอบ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ที่ตนจะต้องนำข้อมูลต่างๆ มาประกอบ
ในขั้นตอนก่อนสอบ ขณะสอบ และหลังการสอบ นอกจากข้อเท็จจริงมีกลุ่มใครบ้างที่เกี่ยวข้องและมีกฎหมายระเบียบคำสั่งที่เกี่ยวข้องในแต่ละส่วนอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาในส่วนของวันที่ 10-13 อยู่ในช่วงที่เราทำงานกันอย่างหนัก เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราได้มีหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาหรือสถาบันการเงินต่างๆ โดยเราก็ขอเอกสารมาและอยู่ในขั้นตอนของการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูล
ส่วนรายละเอียดนั้นจำเป็นจะต้องให้คณะทำงานได้รวบรวมข้อมูลก่อนว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มใดหรือผู้ใด ซึ่งจะนำมาในเรื่องของการวิเคราะห์ต่อไปและออกมาเป็นผลสรุปเพื่อรายงานคณะกรรมการ และนายกรัฐมนตรีว่าในบทสรุปและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เรื่องของวินัยจริยธรรม การแก้ไขในระยะยาวในเรื่องของการจัดสอบในเชิงระบบและนโยบายอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและไปในทิศทางที่ถูกต้องที่สุด และจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกอย่างไร
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า จากนี้ไปเรามีเวลาเหลือไม่ถึงเดือน เพราะในคำสั่งมีเพียง 30 วัน เราจะพยายามตั้งใจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี และนายปกรณ์ เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องจัดระเบียบบ้านเมืองให้ดี แล้วเราจะนำข้อเท็จจริงเผยแพร่อย่างตรงไปตรงมาอีกครั้งหนค่ง
นายปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วหน้าที่หลักของคณะกรรมการชุดนี้คือการดูว่ากระบวนการทั้งหมดมีข้อบกพร่องตรงไหนบ้าง มีใครรับผิดชอบขั้นตอนไหนบ้าง เราจะไม่ได้ลงลึกไปถึงตัวบุคคลว่ามีคนนั้นคนนี้เกี่ยวข้อง แต่ใครที่รับผิดชอบอยู่ในแต่ละกระบวนการเราจะระบุแค่นั้น และเรื่องของการลงโทษหรือการดำเนินคดีอาญาก็เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำนักงาน ป.ป.ช.ต้องดำเนินการต่อไป
เราคงไม่ระบุว่าตัวบุคคลคนนั้นเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือคนนี้เกี่ยวข้องหรือไม่ แต่คือกระบวนการมีข้อบกพร่องอย่างไร ถือเป็นเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมและไม่น่าเกิดขึ้น เราเห็นข้อมูลที่น่าตกใจหลายอย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยเปิดเผยไปแล้ว ตนคิดว่าคนเหล่านี้หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ควรที่จะเข้ามารับราชการไม่ว่าในระดับใดก็ตาม เพราะหากตั้งใจมาโกงตั้งแต่แรกประเทศนี้คงไปต่อไม่ได้ คณะกรรมการทุกคนเห็นพ้องต้องกันด้วยความหดหู่ว่ามันแย่จริงๆ
อย่างไรก็ตาม เราได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย บริษัทเอกชนผู้เกี่ยวข้อง ทางมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง เราได้รับความร่วมมืออย่างดีมาก ทุกคนมุ่งหวังที่จะล้างบางให้จบไปในเรื่องนี้







