
‘วัส’ ชำแหละ กกต. ปมเลือก สว. ชี้ตรรกะพัง จี้เปิด CCTV พิสูจน์
วัส ติงสมิตร วิจารณ์คำชี้แจง กกต. ปมเลือก สว. ชี้ตรรกะย้อนแย้ง ใช้มาตรา 59 เกินขอบเขต และควรเปิด CCTV ให้สังคมตรวจสอบ
KEY
POINTS
- นายวัสวิจารณ์ กกต. กรณีการยึดเอกสาร (โพย) ของผู้สมัคร สว. ว่าเป็นการใช้อำนาจที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลที่เคยระบุว่าห้ามไม่ได้
- เรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อพิสูจน์คำชี้แจงกรณีตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการฮั้วเลือกตั้ง สร้างความโปร่งใสต่อสาธารณะ
- ชี้ว่า กกต. ตีความกฎหมายเกินขอบเขตเพื่อขยายอำนาจตนเอง และยังไม่ตอบคำถามสำคัญที่สังคมสงสัยเกี่ยวกับขบวนการบล็อกโหวต
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายวัสโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (คลิกอ่าน) วิเคราะห์เอกสารชี้แจงของสำนักงาน กกต. โดยระบุว่า แม้เอกสารดังกล่าวจะอ้างข้อกฎหมายและกระบวนการอย่างเป็นระบบ แต่กลับมีจุดที่น่าตั้งคำถามทั้งในทางตรรกศาสตร์และหลักนิติธรรม
ประเด็นแรก นายวัสตั้งข้อสังเกตกรณี “โพย” หรือเอกสารที่ผู้สมัครนำติดตัวเข้าไปในสถานที่เลือก สว. โดยมองว่า กกต. ใช้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปี 2568 มาอ้างอิงกับเหตุการณ์การเลือก สว. ที่เกิดขึ้นในปี 2567 ทั้งที่คำพิพากษาระบุว่า การห้ามผู้สมัครนำเอกสารเข้าสถานที่เลือกไม่อาจกระทำได้ แต่ในทางปฏิบัติ กกต. กลับมีมติให้เก็บหรือยึดเอกสารบางส่วนไว้
นายวัสเห็นว่า จุดนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากการพกเอกสารไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย กกต. ใช้อำนาจตามบทบัญญัติใดในการยึดเอกสารของผู้สมัคร โดยเฉพาะเมื่อไม่มีกฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้อย่างชัดเจน
ประเด็นที่สอง คือกรณี พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งเคยแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. ต่อเลขาธิการ กกต. แต่องค์กรชี้แจงว่าไม่พบข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด นายวัสมองว่า หาก กกต. ตรวจสอบภาพจาก CCTV แล้วจริง ควรเปิดเผยหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย แทนการอ้างผลตรวจสอบโดยไม่เปิดพื้นที่ให้สังคมตรวจทาน
ประเด็นที่สาม นายวัสวิจารณ์การอ้างมาตรา 59 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 โดยเห็นว่า กกต. นำบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อบริหารจัดการกระบวนการเลือก ไปตีความขยายอำนาจจนถึงขั้นออกข้อห้ามหน้างานและยึดเอกสารส่วนตัวของผู้สมัคร ซึ่งอาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้
นายวัสระบุว่า ตามหลักกฎหมายมหาชน หน่วยงานรัฐจะใช้อำนาจได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน หากกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจยึดเอกสารไว้โดยตรง มติหรือคำสั่งภายในก็ไม่ควรถูกใช้แทนฐานอำนาจตามกฎหมาย
ประเด็นสุดท้าย นายวัสมองว่า คำชี้แจงของ กกต. ยังไม่ตอบคำถามหลักที่สังคมต้องการทราบ คือ กกต. รับรู้หรือไม่ว่ามีขบวนการจัดตั้งหรือบล็อกโหวตในการเลือก สว. และหากรับรู้ เหตุใดจึงไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อระงับหรือยับยั้งกระบวนการที่มีข้อพิรุธตั้งแต่ต้น
นายวัสสรุปว่า เอกสารชี้แจงของ กกต. อาจช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่ในเชิงคดีความได้ระดับหนึ่ง แต่ยังสอบตกในมิติการสื่อสารต่อสาธารณะ เพราะไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการสร้างความโปร่งใสและฟื้นความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือก สว. ได้อย่างเพียงพอ.







