posttoday
‘วัส’ ชำแหละ กกต. ปมเลือก สว. ชี้ตรรกะพัง จี้เปิด CCTV พิสูจน์

‘วัส’ ชำแหละ กกต. ปมเลือก สว. ชี้ตรรกะพัง จี้เปิด CCTV พิสูจน์

19 มิถุนายน 2569

วัส ติงสมิตร วิจารณ์คำชี้แจง กกต. ปมเลือก สว. ชี้ตรรกะย้อนแย้ง ใช้มาตรา 59 เกินขอบเขต และควรเปิด CCTV ให้สังคมตรวจสอบ

KEY

POINTS

  • นายวัสวิจารณ์ กกต. กรณีการยึดเอกสาร (โพย) ของผู้สมัคร สว. ว่าเป็นการใช้อำนาจที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลที่เคยระบุว่าห้ามไม่ได้
  • เรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อพิสูจน์คำชี้แจงกรณีตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการฮั้วเลือกตั้ง สร้างความโปร่งใสต่อสาธารณะ
  • ชี้ว่า กกต. ตีความกฎหมายเกินขอบเขตเพื่อขยายอำนาจตนเอง และยังไม่ตอบคำถามสำคัญที่สังคมสงสัยเกี่ยวกับขบวนการบล็อกโหวต

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายวัสโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (คลิกอ่าน) วิเคราะห์เอกสารชี้แจงของสำนักงาน กกต. โดยระบุว่า แม้เอกสารดังกล่าวจะอ้างข้อกฎหมายและกระบวนการอย่างเป็นระบบ แต่กลับมีจุดที่น่าตั้งคำถามทั้งในทางตรรกศาสตร์และหลักนิติธรรม

ประเด็นแรก นายวัสตั้งข้อสังเกตกรณี “โพย” หรือเอกสารที่ผู้สมัครนำติดตัวเข้าไปในสถานที่เลือก สว. โดยมองว่า กกต. ใช้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปี 2568 มาอ้างอิงกับเหตุการณ์การเลือก สว. ที่เกิดขึ้นในปี 2567 ทั้งที่คำพิพากษาระบุว่า การห้ามผู้สมัครนำเอกสารเข้าสถานที่เลือกไม่อาจกระทำได้ แต่ในทางปฏิบัติ กกต. กลับมีมติให้เก็บหรือยึดเอกสารบางส่วนไว้

นายวัสเห็นว่า จุดนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากการพกเอกสารไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย กกต. ใช้อำนาจตามบทบัญญัติใดในการยึดเอกสารของผู้สมัคร โดยเฉพาะเมื่อไม่มีกฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้อย่างชัดเจน

ประเด็นที่สอง คือกรณี พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งเคยแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. ต่อเลขาธิการ กกต. แต่องค์กรชี้แจงว่าไม่พบข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด นายวัสมองว่า หาก กกต. ตรวจสอบภาพจาก CCTV แล้วจริง ควรเปิดเผยหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย แทนการอ้างผลตรวจสอบโดยไม่เปิดพื้นที่ให้สังคมตรวจทาน

ประเด็นที่สาม นายวัสวิจารณ์การอ้างมาตรา 59 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 โดยเห็นว่า กกต. นำบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อบริหารจัดการกระบวนการเลือก ไปตีความขยายอำนาจจนถึงขั้นออกข้อห้ามหน้างานและยึดเอกสารส่วนตัวของผู้สมัคร ซึ่งอาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้

นายวัสระบุว่า ตามหลักกฎหมายมหาชน หน่วยงานรัฐจะใช้อำนาจได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน หากกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจยึดเอกสารไว้โดยตรง มติหรือคำสั่งภายในก็ไม่ควรถูกใช้แทนฐานอำนาจตามกฎหมาย

ประเด็นสุดท้าย นายวัสมองว่า คำชี้แจงของ กกต. ยังไม่ตอบคำถามหลักที่สังคมต้องการทราบ คือ กกต. รับรู้หรือไม่ว่ามีขบวนการจัดตั้งหรือบล็อกโหวตในการเลือก สว. และหากรับรู้ เหตุใดจึงไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อระงับหรือยับยั้งกระบวนการที่มีข้อพิรุธตั้งแต่ต้น

นายวัสสรุปว่า เอกสารชี้แจงของ กกต. อาจช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่ในเชิงคดีความได้ระดับหนึ่ง แต่ยังสอบตกในมิติการสื่อสารต่อสาธารณะ เพราะไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการสร้างความโปร่งใสและฟื้นความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือก สว. ได้อย่างเพียงพอ.

ข่าวล่าสุด

ททท. เปิดตัว ‘Heritage Treasure’ ล่า 8 มรดกโลกด้วยเทคโนโลยี AR

ททท. เปิดตัว ‘Heritage Treasure’ ล่า 8 มรดกโลกด้วยเทคโนโลยี AR