
วุฒิสภาลุยโหวต ตุลาการศาลรธน. ฝ่าปมข้อกังขาคุณสมบัติ-สัดส่วนสายงาน
วุฒิสภานัดลงมติลับ 23 มิ.ย. ชี้ชะตา “พล.ต.ท.จักรพงศ์” นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางข้อกังขาคุณสมบัติ-สัดส่วนสายงาน
KEY
POINTS
- วุฒิสภาเดินหน้าลงมติเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์
- เกิดข้อกังขาประเด็นคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ซึ่งมีภูมิหลังด้านนิติศาสตร์ ไม่ตรงกับตำแหน่งที่ว่างซึ่งเป็นสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์
- กระบวนการสรรหาถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส คุณสมบัติของผู้สมัคร และมติของคณะกรรมการสรรหาที่ไม่เป็นเอกภาพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 24 วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 ถูกจับตาเป็นพิเศษ หลังมีวาระลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ศ.ดร.พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทน ศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่พ้นจากตำแหน่ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติ ความเหมาะสม และกระบวนการสรรหาที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส
ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา คือ การเสนอชื่อบุคคลในสัดส่วนที่อาจไม่ตรงกับตำแหน่งเดิม เนื่องจากตำแหน่งที่ว่างลงเป็นสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ ขณะที่ ศ.ดร.พล.ต.ท.จักรพงศ์ มีภูมิหลังด้านนิติศาสตร์และตำรวจศาสตร์ ทำให้เกิดข้อกังวลว่าอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความหลากหลายทางสาขาความเชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานะตำแหน่งศาสตราจารย์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ว่าผ่านกระบวนการแต่งตั้งตามมาตรฐานวิชาการระดับสูงหรือไม่ รวมถึงมติของคณะกรรมการสรรหาที่ไม่เป็นเอกภาพ โดยมีรายงานว่า ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดไม่ได้ลงคะแนนสนับสนุนการเสนอชื่อดังกล่าว
อีกประเด็นที่ทำให้การลงมติครั้งนี้ถูกจับตา คือ วุฒิสภามีวาระพิจารณามติไม่เปิดเผยบันทึกการประชุมและรายงานลับของคณะกรรมาธิการสามัญที่ตรวจสอบประวัติและความประพฤติของผู้ได้รับการเสนอชื่อ จำนวน 4 ครั้ง ส่งผลให้เกิดคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบและความโปร่งใสในการพิจารณาบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระระดับสูง
ขณะเดียวกัน มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศ.ดร.พล.ต.ท.จักรพงศ์ เคยเข้าสู่กระบวนการสรรหาตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายครั้ง ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อนจะได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ท่ามกลางข่าวลือเรื่องความเชื่อมโยงกับขั้วอำนาจทางการเมือง
การลงมติของวุฒิสภาครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นบทพิสูจน์สำคัญต่อมาตรฐานการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยคดีการเมืองและคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจรัฐ หากกระบวนการพิจารณาไม่สามารถตอบข้อกังขาของสังคมได้ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระในระยะยาว







