
กฤษฎีกาโต้ กกต. ยันไร้หนังสือปมให้ตีความกฎหมายประเมินงานเลขาฯแสวง
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแถลงปฏิเสธข่าว กกต. ส่งหนังสือให้ตีความข้อกฎหมายการประเมินผลงานของ นายแสวง บุญมี ยืนยันข้อมูลคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความจริง
KEY
POINTS
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแถลงปฏิเสธข่าว โดยยืนยันว่าไม่เคยได้รับหนังสือจาก กกต. เพื่อขอให้ตีความข้อกฎหมายเกี่ยวกับการประเมินผลงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
- คำชี้แจงของกฤษฎีกาขัดแย้งกับที่ประธาน กกต. เคยให้ข่าวว่าได้ส่งเรื่องไปให้กฤษฎีกาตีความแล้ว และกำลังรอความเห็นอยู่
- ประเด็นการประเมินผลงานเป็นที่จับตาเนื่องจากมีข่าวลือว่านายแสวงอาจไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต.
กฤษฎีกาโต้ข่าวลือ ยัน กกต. ไม่เคยส่งหนังสือปมประเมินผลงานเลขาฯ
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายนพดล เภรีฤกษ์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แถลงชี้แจงว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ระหว่างรอความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีการประเมินผลการปฏิบัติงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. นั้น
ทางสำนักงานฯ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่มีหนังสือจากสำนักงาน กกต. ส่งมาเพื่อขอหารือ หรือให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความและชี้ขาดประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด การเผยแพร่ข้อมูลก่อนหน้านี้จึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง (คลิกอ่านแหล่งที่มา)
กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้เปิดเผยว่า กกต. มีมติส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพื่อความรอบคอบชัดเจนว่า กกต. ชุดใดมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของ นายแสวง บุญมี และระบุว่าขณะนั้นอยู่ระหว่างการรอความเห็นจากทางกฤษฎีกา พร้อมขอร้องไม่ให้สังคมคาดเดาในแง่ร้ายเนื่องจากทุกอย่างมีข้อกฎหมายกำหนดไว้ (คลิกอ่านที่มา)
ประเด็นการประเมินผลงานนายแสวง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลังจากมีข่าวลือว่า นายแสวง อาจไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินประจำปี 2568 โดยได้คะแนนต่ำกว่า 60% ซึ่งตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง อาจส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ภายในเดือนมิถุนายน 2569
นอกจากนี้ ประธาน กกต. ยังได้ปฏิเสธกระแสวิจารณ์ที่มองว่าเลขาธิการ กกต. เป็นผู้รับแรงปะทะในการจัดการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
โดยยืนยันว่า กกต. ทำงานในรูปแบบคณะกรรมการที่มีหน้าที่กำกับดูแล ส่วนเลขาธิการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตนเอง ไม่ใช่การผลักภาระ และปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการแช่แข็งคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่อย่างใด







