
พชรเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงวิกฤตเชิงโครงสร้าง ชี้ GDP โตแต่การผลิตหดตัว
พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ส่งสัญญาณอันตราย พบตัวเลข GDP สวนทางดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง แม้ GDP ไตรมาสแรกจะเติบโตจากการส่งออก แต่สวนทางกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ขยายตัวต่ำมาก
- การส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงการส่งผ่านสินค้า (Pass-through) ที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ประกอบกับไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนัก ซึ่งเป็นสัญญาณของโครงสร้างอุตสาหกรรมที่หดตัว
- คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากการชะลอตัวของส่งออก, การแข่งขันจากสินค้าจีน, และความผันผวนของราคาพลังงาน
นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสแรกจะขยายตัว 2.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่เติบโตถึง 15.5% แต่ถือเป็นสัญญาณอันตรายและไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เนื่องจากเป็นการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกามีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเมื่อผลของการเร่งส่งออกล่วงหน้าหมดลง
ข้อกังวลที่สำคัญคือความผิดปกติระหว่างการส่งออกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระบุว่า MPI ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 0.83% และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 61.26% ซึ่งทรงตัวในระดับต่ำมาตั้งแต่ปี 2567 สะท้อนว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพียงทางผ่านของสินค้า (Pass-through) โดยไม่ผ่านกระบวนการผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย นอกจากนี้ ภาคบริการและการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 62% ของ GDP ยังเป็นเพียงบริการมูลค่าต่ำ และไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลดิจิทัล (Digital Deficit) จากการใช้แพลตฟอร์มต่างชาติ
นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดคือดุลบัญชีเดินสะพัด โดยในเดือนเมษายน 2569 เพียงเดือนเดียว ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 ติดลบแล้ว 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับภาวะ Negative Deindustrialization หรือโครงสร้างอุตสาหกรรมหดตัวเพราะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพราะมีผลิตภาพที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดัน 3 ชุดหลัก ได้แก่ 1. การชะลอตัวของการส่งออกและการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าจีน 2. ความผันผวนของราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากยืดเยื้ออาจฉุดให้ GDP ไทยทั้งปีเหลือเพียง 0.2% และ 3. ดัชนีความเชื่อมั่นต่อผลผลิตในอนาคต (PMI) ที่ดิ่งลงต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง โดยทางออกคือรัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรม แก้ไขอุปสรรคของนักลงทุน และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคตอย่างเร่งด่วน







