posttoday
ขอลงทุนลดฮวบม.ค.โครงการใหญ่ยังรีรอ

ขอลงทุนลดฮวบม.ค.โครงการใหญ่ยังรีรอ

14 กุมภาพันธ์ 2554

บีโอไอแจงยอดลงทุนเดือน ม.ค.หดเหลือ 2.8 หมื่นล้านบาท โครงการใหญ่ชะลอลงทุน

บีโอไอแจงยอดลงทุนเดือน ม.ค.หดเหลือ 2.8 หมื่นล้านบาท โครงการใหญ่ชะลอลงทุน

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จำนวนโครงการลงทุนเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนในเดือน ม.ค. 2554 มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริม 120 ราย คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 2.84 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 47.98% และมีการจ้างงานอยู่ที่ 10,141 คน ซึ่งลดลงเท่าตัวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนที่ยื่นเข้ามา เป็นการลงทุนขนาดไม่เกิน 200 ล้านบาท มากถึง 85 ราย ส่วนกิจการที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไปมีเพียง 11 รายเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า ปีนี้การลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขนาดเล็กมากขึ้น จึงทำให้มูลค่าลงทุนลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่ากิจการที่ได้รับความสนใจลงทุนมากสุดกลับเป็นกิจการผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง จากเดิมที่เป็นการลงทุนกิจการบริการและสาธารณูปโภค

สำหรับภาพรวมนักลงทุนพบว่า ประเทศญี่ปุ่นยังเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุดอยู่ที่ 40 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 1.29 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือ นักลงทุนจากยุโรป สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา ส่วนกิจการที่มีผู้สนใจยื่นขอลงทุนมากสุดคือ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง

รองลงมาคือ กิจการอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า กิจการบริการและสาธารณูปโภค กิจการเกษตรกรรมและผลิตภัณฑ์จากการเกษตร กิจการเคมี กระดาษ กิจการอุตสาหกรรมเบา และกิจการเหมืองแร่และเซรามิก เป็นต้น

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวถึงการหารือร่วมกับนายจุนอิจิ มิโซโนอุเอะประธานหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพ และกรรมการหอการค้าญี่ปุ่นว่า เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มนักลงทุนอย่างแท้จริง รวมทั้งนำปัญหาและอุปสรรค ไปประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น

นายจุนอิจิ มิโซโนอุเอะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น กล่าวว่า ไทยยังเป็นแหล่งน่าลงทุนในสายตาของบริษัทญี่ปุ่น แต่จากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 จะทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ไทยจำเป็นต้องเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้ เช่น เรื่องกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เป็นต้นกฎระเบียบต่างๆ เป็นต้น

สำหรับประเด็นที่นักลงทุนญี่ปุ่นขอให้บีโอไอช่วยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุน ได้แก่ การแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนและปัญหาการพัฒนาบุคลากร การปรับปรุงระบบภาษีของไทย และความคืบหน้าของการแก้ไขพระราชบัญญัติศุลกากร เป็นต้น ซึ่งบีโอไอได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือด้วย และจะมีการนำข้อเสนอของหอการค้าญี่ปุ่น กลับไปพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่น เป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2553 ที่ผ่านมา มีจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น รวม 363 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 104,422 ล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่ม 36.4% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 266 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น 34.9% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 77,380 ล้านบาท

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ