
PostTalk ep.14 ดร. มัลลิกา ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระ
“ดร.มัลลิกา” เปิดวิสัยทัศน์ชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูแก้ PM2.5 ฟื้นเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชัน ดันกรุงเทพฯ เป็นเมือง “สะอาด มีความสุข และไม่มีทุกข์”
KEY
POINTS
- ดร. มัลลิกา ประกาศลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ โดยมีสาเหตุหลักจากการต้องการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจังและเป็นระบบ
- เสนอนโยบายหลักเพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ได้แก่ การฟื้นฟู สข. (สมาชิกสภาเขต), การติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคาวัดและโรงเรียน และการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อช่วยเหลือ SME
- นิยามการเมืองกรุงเทพฯ 3 คำ คือ "สะอาด มีความสุข และไม่มีทุกข์" โดยจะเน้นการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาดเพื่อนำงบประมาณมาพัฒนาเมือง
ดร. มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ในฐานะผู้สมัครอิสระที่ลงชิงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์พิเศษเปิดใจในรายการ PostTalk ถึงการลงสมัครท้าชิงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งนี้ว่า สาเหตุหลักที่ตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้คือเรื่องของปัญหาฝุ่น PM 2.5 เนื่องจากมองว่าตอนนี้ยังไม่เห็นการปฎิบัติการหรือบูรณาการเพื่อให้ประชาชนในกรุงเทพมหาครนั้นรู้สึกปลอดภัยได้ จึงมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา ฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจังและเป็นระบบภายในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ ดร. มัลลิกา ยอมรับว่าคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่เลือกจากกระแสมากว่านโยบายนั้นเป็นจำนวนน้อยมากที่จะอ่านจนครบพร้อมนิยามการเมืองของกรุงเทพมหานคร 3 คำว่า กรุงเทพฯ สะอาด มีความสุข และไม่มีทุกข์ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของพลเมืองทั้งในกรุงเทพมหานครและพลเมืองในทุกจังหวัด ชีวิตต้องสะอาดและปลอดภัย มีความสุขในทุกวันและไม่ควรมีความทุกข์
ทั้งนี้หากได้รับโอกาสเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหาครชัดเจนที่สุดคือนช่วง 7-15 วันแรก (หรือ 2 สัปดาห์แรก) หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ดร. มัลลิกา จะใช้เทคนิคการทำงานแบบบูรณาการและแผนปฏิบัติการที่ทำร่วมกับรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้อง เพื่อเริ่มปฏิบัติการ "ลดเลิก" ฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง
และจากนั้นในช่วงปีแรกของการทำงานจะใช้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการเพื่อประสานงานกับรัฐบาลกลางให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยอาศัยภาวะผู้นำ (Leadership) ในการขับเคลื่อน นอกจากนี้มองว่าตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. นั้นเปรียบเสมือนผู้นำที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากต้องดูแลคนกรุงเทพฯ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ ("เดอะแบก") ของประเทศและภูมิภาค ดังนั้นการประสานงานจึงต้องใช้ภาวะผู้นำที่เข้มแข็งในการจัดการปัญหาที่อันตรายต่อชีวิตอย่างฝุ่น PM 2.5โดยในช่วงเวลานี้ ประชาชนจะไม่เห็นตนเองนั้นไปวิ่งในสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ตนเองนั้นจะลงพื้นที่ให้ครอบคลุมทั้ง 50 กว่าเขตในกรุงเทพมหานคร เพื่อจัดการปัญหา
ทั้งนี้แม้จะลงสมัครในนามอิสระ แต่ดร.มัลลิกา มองว่า สก. คือตัวแทนของคนในแต่ละเขต ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การทำงานเพื่อปากท้องและพี่น้องประชาชนความสำคัญของ สก. อยู่ที่การร่วมกันผลักดันงบประมาณ การตรวจสอบการคอร์รัปชัน และการนำนโยบายจากพื้นที่แต่ละเขตมาทำให้เกิดผลจริงเพื่อให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงซึ่งเชื่อว่าหากมีเป้าหมายตรงกัน ก็สามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นผู้ว่าฯ อิสระ
นอกจากนี้ดร. มัลลิกา ประกาศว่าการฟื้นฟู สข. เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่เธอจะผลักดัน ซึ่งปัจจุบันถูกยุบไปตั้งแต่สมัยรัฐบาลปฏิวัติโดยต้องการให้ สข. กลับมาทำหน้าที่เป็น แผนปฏิบัติการหนึ่งที่จะเชื่อมเพื่อให้เขากลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้การดูแลประชาชนในระดับเขตมีความใกล้ชิดและทั่วถึงมากขึ้น โดยจะเสนอเรื่องนี้ผ่านสภา สก. เพื่อขออนุมัติคืนตำแหน่ง สข. เขตละ 2-4 คน ตามความเหมาะสม ซึ่งเป้าหมายของการทำงานร่วมกับทั้ง สก. และการฟื้น สข. คือการใช้ทักษะการบริหารจัดการแบบมืออาชีพและการมีภาวะผู้นำ (Leadership) เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ "สะอาด มีความสุข และไม่มีทุกข์ โดยใช้กลไกเหล่านี้ในการกระจายงบประมาณและแก้ปัญหาคุณภาพชีวิต เช่น ฝุ่น PM 2.5 และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้
โดยดร. มัลลิกากล่าวว่าในส่วนของนโยบายหาเสียงในครั้งนี้นั้นมีเรื่องของนโยบายการติดตั้งโซล่าเซลล์ (Solar Roof) บนหลังคาวัดและโรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายและนำงบประมาณกลับมาพัฒนาเมืองเพื่อ"ลดคอร์ส" (Reduce Cost) หรือลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของหน่วยงานเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันเป็นภาระงบประมาณที่มาจากเงินภาษีของประชาชนคนกรุงเทพมหานคร
อีกทั้งยังมี นโยบายการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อช่วยเหลือ SME และภาคธุรกิจในกรุงเทพฯซึ่งจะเสนอให้กรุงเทพมหานครทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการสร้างและบริหารจัดการแพลตฟอร์มนี้ โดยมีบทบาทเป็น "พ่อเมืองแม่เมือง" ที่เข้ามาจัดการเพื่อช่วยให้คนกรุงเทพฯ สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้แพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นนี้มีเป้าหมายที่จะมีความสามารถไม่น้อยหน้าแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง TikTok, Shopee หรือ Facebook เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพจริงสำหรับผู้ประกอบการ และการเป็นเจ้าภาพที่ดีต้องมี "สายป่าน" หรือการสนับสนุนที่เข้มแข็งและยาวนานพอที่จะทำให้ระบบนี้ยั่งยืนและช่วยประชาชนได้จริงโดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อ ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และช่วยให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ เป็น "เดอะแบก" ที่เข้มแข็ง ผ่านการทำมาค้าขายบนแพลตฟอร์มนี้
รวมไปถึงเรื่องของการ"หยุดและปราบการคอร์รัปชัน" ได้อย่างเบ็ดเสร็จหยุดการคอร์รัปชันได้จะมีเงินกองอยู่เป็นจำนวนมาก มากกว่ารายได้ที่ปรากฏในปัจจุบันหลายเท่า โดยดร.มัลลิกา ระบุว่ารายรับในอดีตหรือตามศักยภาพเคยสูงกว่าปัจจุบันถึงประมาณ 4 เท่า ผู้ว่ากรุงเทพมหาครในสมัยของตนนั้นจะใช้วิธีการบริหารที่โปร่งใสและเด็ดขาด ไม่ทำ "อำพนำพำพฤกษ์" หรือคลุมเครือ เพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณสูญหายไปกับการทุจริต เมื่อเงินภาษีไม่รั่วไหล กทม. จะมีงบประมาณเพียงพอที่จะนำมาเนรมิตโครงการพัฒนาเมืองที่มีคุณภาพสูงมาก (เปรียบเสมือนถนนทองคำ) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างยั่งยืน







