
ฝรั่ง(แสบ)...บนวิกฤตไทย-เขมรผิดที่และผิดเวลา!
ขณะที่นานาชาติต่างต้องการให้ข้อพิพาทไทยกัมพูชาจบลงด้วยความพึงพอใจของสองประเทศ
ขณะที่นานาชาติต่างต้องการให้ข้อพิพาทไทยกัมพูชาจบลงด้วยความพึงพอใจของสองประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ขณะที่นานาชาติต่างต้องการให้ข้อพิพาทไทยกัมพูชาจบลงด้วยความพึงพอใจของสองประเทศ
มหามิตร อย่าง ฝรั่งเศส มิตรอันเหนียวแน่นของไทยตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 และอดีตเจ้าอาณานิคมแห่งอินโดจีน ก็ออกโรงหยิบยื่นความช่วยเหลือเช่นกัน
เมื่อวานนี้ ฝรั่งเศสส่งข้อความข้ามน้ำข้ามทะเล ดังๆ ให้ได้ยินกันอย่างเป็นนัยว่า พร้อมโชว์หลักฐาน แผนที่ ฉบับปี 1907 (FrancoSiamese Treaty of 1907) อัตราส่วน 1:200,000 ให้ดูถ้าหากต้องการ...!
ซึ่งเป็นแผนที่ที่ไทยไม่เคยเห็นชอบ เพราะฝรั่งเศสร่างเองโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากกรุงสยามเมื่อครั้งอดีต
แบร์นาร์ด วาเลอโร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงปารีส ว่า “ยินดีที่จะมอบเอกสารหรือสำเนา (แผนที่) ให้กับประเทศใดก็ตามที่ร้องขอ”
ข้อความปรารถนาดีดังกล่าว กลับสร้างความสะเทือนในหลายต่อหลายความรู้สึกบนดินแดนไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 10 ก.พ. กระทรวงการต่างประเทศของไทยกลับเป็นฝ่ายออกจดหมายแจงประเด็นดังกล่าว แก้ไขว่า เป็นความเข้าใจผิด
“ฝรั่งเศสไม่ได้เสนอเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของสองประเทศ เพียงเสนอช่วยแก้ไข พร้อมอนุญาตให้เข้าถึงเอกสารข้อมูล แผนที่ที่ทำขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หากได้รับการร้องขอจากฝ่ายใดก็ตาม เพื่อใช้ศึกษา และยินดีที่จะให้สำเนา”
ถึงเป็นความปรารถนาดี แต่ก็การออกตัวของ อดีตเจ้าอาณานิคมแห่งอินโดจีน ที่ถือว่าผิดที่ ผิดทาง และผิดเวลา อย่างแรง...!
เพราะการนำแผนที่ฉบับ (เจ้าปัญหา) นั้นออกมายันเท่ากับว่า ฝรั่งเศส ยืนอยู่ข้างกัมพูชาในทันที
ทั้งนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสถือเป็นเจ้าของต้นฉบับของแผนที่ฉบับดังกล่าว เพราะผู้แทนของฝรั่งเศสเป็นฝ่ายที่ลากเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่ดังกล่าวมากับในช่วงเวลาแห่งลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ที่ฝรั่งเศสปกครองเหนือดินแดนเขมร
และเป็นแผนที่ฉบับเดียวกับที่ทางรัฐบาลกัมพูชายึดถือครองมาตลอด เป็นแผนที่ฉบับเดียวกัน ที่กัมพูชาใช้แนบยื่นให้กับทางศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นำมาสู่การตัดสินของศาลโลกด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียง ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา
ทั้งที่ ก่อนหน้านั้นภายใต้สนธิสัญญาข้อตกลงในปี 1904 ระหว่างประเทศสยาม และผู้แทนของฝรั่งเศส ระบุชัดเจนว่า “ให้ยึดถือแบ่งเขต โดยใช้สันปันน้ำเป็นตัวกำหนด” อีกทั้งยังมีการตั้งคณะกรรมการที่ทำหน้าที่สำรวจเขตสันปันน้ำระหว่างสองประเทศด้วย
แน่นอนว่า ภายใต้สนธิสัญญาแห่งปี 1904 ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนของไทย
แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร....แผนที่เปลี่ยนไป๋..!
โผล่มาอีกทีในปี 1907 กับอัตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสร่างขึ้นเองโดยฝ่ายสยามไม่รู้เห็น
ฝรั่งเศสขีดเส้นดันปราสาทพระวิหารเข้าไปไว้ในดินแดนฝั่งกัมพูชา
และผลจากอดีตในครั้งนั้น ได้ส่งผลกระทบรุนแรงให้กับไทย และกัมพูชามาจนถึงวันนี้
ย้อนกลับไปในอดีต ลัทธิจักรวรรดินิยม ถือเป็นแนวความคิดสุดฮิตอินเทรนด์สำหรับมหาอำนาจยุโรปในศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา
ยุโรปมุ่งหวังขยายอำนาจ และการล่าทรัพยากรจากดินแดนอื่นด้วยการใช้กำลังขู่เข็ญเข้าบุกครอบครองพื้นที่ประเทศที่อ่อนกำลัง ล้าหลัง และด้อยพัฒนากว่า
อย่างเช่นที่ฝรั่งเศสเคยกระทำต่ออินโดจีน และประเทศไทย
จากนั้นมาจวบจนปัจจุบัน อินโดจีนก็ยังคงเป็นดินแดนในฝันเช่นเดิม เพราะยังอุดมและพูนไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งพลังงานที่ประเทศมั่งคั่งใช้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
... อ่าวไทย ยังชุ่มไปด้วยพลังงาน และก๊าซธรรมชาติ
“โททัล” บริษัทน้ำมันสัญชาติฝรั่งเศส จึงไม่พลาดกระโจนเข้าเป็นหนึ่งในผู้สำรวจ และขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทยของกัมพูชา ใน บล็อกที่ 3
นั่นคือผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุด ที่ฝรั่งเศสกำลังได้รับจากกัมพูชาในปัจจุบัน
ทั้งจากสถานะของการเป็นเจ้าอาณานิคมเดิม ที่มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างชนชั้นผู้นำของสองประเทศ ประกอบกับผลประโยชน์ที่ได้รับในปัจจุบัน
จึงไม่แปลกนัก ที่ฝรั่งเศสอาจจะโอนเอียงไปทางกัมพูชาไม่ใช่ไทย
และในเดือน มิ.ย.นี้ เมื่อกัมพูชาจะต้องส่งแผนพัฒนาปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบราว 4.6 ตารางกิโลเมตรต่อคณะกรรมการมรดกโลกอีกครั้ง
รัฐบาลกัมพูชาเดินหน้าเกมรุกใช้กระบวนการทางการทูต พยายามดันกรณีพิพาทเข้าสู่เวทีสหประชาชาติ ส่งจดหมายร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)
พร้อมกล่าวหาสารพัดไทยด้วยถ้อยคำรุนแรง ไม่วาจะเป็น “ไทยรุกรานกัมพูชา” “พระวิหาร ดินแดนอันเป็นมรดกโลกเสียหายรุนแรง เพราะวิถีกระสุนไทย” และล่าสุด “นี่คือภาวะสงคราม”
กระทั่งยูเอ็นเอสซียอมรับฟังปัญหาในขั้นต้นในวันที่ 14 ก.พ. นี้ ที่มหานครนิวยอร์ก
วันวาเลนไทน์ปีนี้ ไม่ใช่วันแห่งความรักของไทย และกัมพูชาอย่างแน่นอน
สำหรับกระบวนการทางการทูตของรัฐบาลไทย ต้องดึงข้อพิพาทนี้ให้อยู่ภายใต้กรอบเจรจาแบบทวิภาคีเท่านั้น
และต้องไล่ตามชี้แจงและแก้ต่าง สร้างความเข้าใจให้สื่อโลก รวมทั้งเวทีโลก อีกทั้งปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ต้องการ “คนกลาง”
อินโดนีเซีย ในฐานะประธานหมุนเวียนของสมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ดร.มาร์ตี นาตาเลกาวา ผู้ที่เข้าใจกระบวนการการทำงานของยูเอ็นเป็นอย่างดี เดินสายพูดคุย และสอบถามข้อมูลการปะทะของทั้งสองฝ่าย เพื่อร่วมแจงข้อมูลในเวทียูเอ็น
แต่สำหรับฝรั่งเศสนั้น กลับโผล่ขึ้นมาอย่างมีเลศนัยพยายามเสนอเอกสาร ที่ถือว่าเป็นมูลเหตุต้นตอของข้อพิพาทนี้ขึ้นมาอีกครั้ง..!!
เป็นการแสดงถึงความไม่เป็นกลางแบบออกนอกหน้า เพราะทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าแผนที่ฉบับนั้น จะทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้เปรียบ
ทำให้อดคิดไม่ได้เสียจริงว่า
อาจจะเป็นเพราะลัทธิจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสที่ยังไม่สูญพันธุ์..!







