รายงานพิเศษ: พรรคประชาชนบนทางแพร่งทางกฎหมาย กับภารกิจตรวจสอบนโยบายรัฐ
ณัฐพงษ์นำทีม 10 สส. พรรคประชาชนเดินหน้าถกนโยบายรัฐบาลไม่หวั่น ป.ป.ช. ส่งสำนวนศาลฎีกาคดีจริยธรรม 112 วันนี้ พร้อมยื่นคำร้องค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ป้องกันสุญญากาศ
KEY
POINTS
- 10 สส. พรรคประชาชน เสี่ยงถูกศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จากคดีจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสนอแก้ไขมาตรา 112
- วิกฤตทางกฎหมายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภารกิจของพรรคในการทำหน้าที่ตรวจสอบและอภิปรายนโยบายรัฐบาลในสภา
- พรรคเตรียมยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมวางแผนสำรองปรับโครงสร้างบริหารเพื่อรับมือสถานการณ์
ปชน.ไม่หวั่นป.ป.ช.ส่งฟ้องศาลฎีกาคดีจริยธรรม 112 พร้อมลุยชำแหละนโยบายรัฐ
สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัดสินใจนำสำนวนพยานหลักฐานกว่า 20 ลัง ยื่นต่อศาลฎีกาในวันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อเอาผิดอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล กรณีลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยชี้มูลความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
พฤติการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่ามีเจตนาลดทอนการคุ้มครองและเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 10 สส. พรรคประชาชนในปัจจุบันที่อาจต้องเผชิญคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีหากศาลรับคำร้อง
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่อภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยระบุว่าสมาชิกทุกคนยังมีขวัญกำลังใจที่ดีและไม่ได้เสียสมาธิกับกระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาทและเฝ้าระวังปัจจัยแทรกซ้อนที่อาจมีการเร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต
โดยนายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า "สมาชิกทุกคนยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ แม้จะมีกระบวนการทางกฎหมายเข้ามาแทรกซ้อน โดยมองว่าตามกระบวนการปกติหากไม่มีการเร่งรัด ศาลจะมีคำสั่งหลังสงกรานต์ไปแล้ว"
วิกฤต 10 สส. แกนนำ กับความเสี่ยงหยุดปฏิบัติหน้าที่
รายชื่อ 10 สส. ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูงประกอบด้วย สส. บัญชีรายชื่อ 8 คน นำโดยแกนนำหลักอย่าง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รวมถึงนายรังสิมันต์ โรม และ สส. เขตอีก 2 คน หากศาลฎีกามีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลให้ขุนพลคนสำคัญเหล่านี้หมดสิทธิ์อภิปรายในการแถลงนโยบายรัฐบาลทันที ซึ่งถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อพรรคที่เพิ่งก่อตั้งใหม่และกำลังทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารในสภาชุดที่ 27
ทางด้านกลไกการต่อสู้ ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนได้เตรียมยื่นคำร้อง 3 ฉบับต่อศาลฎีกา เพื่อขอความเมตตาไม่ให้มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยยกเหตุผลสำคัญเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิด "สุญญากาศทางการเมือง" โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านที่นายณัฐพงษ์ดำรงตำแหน่งอยู่ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตยสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงักในช่วงเวลาสำคัญของการแถลงนโยบายประเทศ
การปรับตัวของพรรคและการเตรียมพร้อมสลับแถวคนรุ่นใหม่
ในมิติของการบริหารจัดการภายใน พรรคประชาชนได้เตรียมแผนสำรองเพื่อลดผลกระทบหากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด โดยมีแนวโน้มจะขยับ สส. ที่ติดคดีออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และดันคนรุ่นที่ 3 และ 4 ขึ้นมาทำหน้าที่แทน อาทิ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เพื่อให้กลไกของพรรคเดินหน้าต่อไปได้ การขยับตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับนิติสงครามที่พรรคเคยประสบมาในอดีต
บทสรุป ของเหตุการณ์นี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลฎีกาว่าจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องและสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หากมีคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บังคับให้พรรคประชาชนต้องผลัดใบผู้นำอีกครั้งในระยะเวลาอันสั้น ท่ามกลางสายตาของประชาชนที่กำลังจับจ้องว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปตามกรอบเวลาปกติหรือมีการเร่งรัดเพื่อส่งผลทางการเมืองในช่วงการแถลงนโยบายรัฐบาลหรือไม่
วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ
ความเสี่ยงในกระบวนการยุติธรรม: สส. 10 คนของพรรคประชาชนเสี่ยงถูกศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีจากคดีจริยธรรมร้ายแรงกรณีแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งจะกระทบต่อบทบาทผู้นำฝ่ายค้านและการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล
กลยุทธ์การต่อสู้และบริหารความเสี่ยง: พรรคใช้วิธีต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อขอค้านการหยุดปฏิบัติหน้าที่ป้องกันสุญญากาศทางการเมือง ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมปรับโครงสร้างบริหารโดยดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนหากแกนนำเดิมถูกตัดสิทธิ์
นัยสำคัญต่อเสถียรภาพฝ่ายค้าน: หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องก่อนการอภิปรายนโยบาย จะถือเป็นแรงกดดันทางการเมืองมหาศาลต่อพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร


