posttoday

“วิกฤตพลังงาน” เมื่อเราเผชิญเรื่องเดียวกัน แต่เหมือนอยู่คนละโลก!

09 เมษายน 2569

หากมองลึกลงไป วิกฤตพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่มันคือกระบวนการ “ถ่ายโอนความมั่งคั่ง” ครั้งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจโลก

KEY

POINTS

  • วิกฤตพลังงานไม่ใช่แค่ภาวะขาดแคลน แต่เป็นกระบวนการ "ถ่ายโอนความมั่งคั่ง" ครั้งใหญ่ ที่บริษัทพลังงานและกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดได้รับผลกำไรมหาศาล สวนทางกับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นของผู้คนส่วนใหญ่
  • ผลกระทบของวิกฤตมีความเหลื่อมล้ำสูง โดยคนรายได้น้อยได้รับแรงกดดันมากกว่า เพราะต้องใช้สัดส่วนรายได้เพื่อจ่ายค่าพลังงานสูงกว่า ในขณะที่กลุ่มคนรายได้สูงซึ่งเป็นนักลงทุนกลับสามารถทำกำไรจากสถานการณ์เดียวกันได้
  • ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกภาคส่วน ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในวงกว้าง และเสี่ยงนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) ซึ่งกระทบต่อประชาชนทุกคน แต่ในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน

ในคืนหนึ่งที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุระดับที่ผู้คนเริ่มพูดถึงกันด้วยความกังวล เสียงบ่นเรื่องค่าครองชีพดังขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ตั้งแต่คนขับรถส่งของที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกวัน ไปจนถึงครอบครัวในเมืองที่พบว่าเพียงแค่ค่าเดินทางและค่าอาหารก็เริ่มกัดกินรายได้มากกว่าที่เคยเป็น วิกฤตพลังงานมักถูกเล่าผ่านภาพเหล่านี้ ภาพของความลำบาก ความตึงเครียด และการต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนของคนส่วนใหญ่ในโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งของเรื่องเดียวกัน กลับมีคนอีกกลุ่มที่แทบไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกนั้นเลย หรือบางครั้งกลับยืนอยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์จากมันด้วยซ้ำ

 

หากมองลึกลงไป วิกฤตพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่มันคือกระบวนการ “ถ่ายโอนความมั่งคั่ง” ครั้งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจโลก ข้อมูลจากวิกฤตพลังงานช่วงปี 2022 แสดงให้เห็นว่า บริษัทน้ำมันและก๊าซทั่วโลกทำกำไรรวมกันสูงถึงประมาณ 916,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความต้องการพลังงานที่ยังคงสูง แต่ยังชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคจำนวนมากต้องจ่ายแพงขึ้น กลับมีรายได้จำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจพลังงาน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การกระจายของผลกำไรเหล่านี้ไม่ได้เท่าเทียม โดยมีการประเมินว่ากว่าครึ่งหนึ่งของผลประโยชน์ดังกล่าวตกอยู่กับคนที่ร่ำรวยที่สุดเพียง 1% ของโลก ขณะที่คนครึ่งล่างของประชากรโลกแทบไม่ได้รับส่วนแบ่งใด ๆ อย่างมีนัยสำคัญ 

 

“วิกฤตพลังงาน” เมื่อเราเผชิญเรื่องเดียวกัน แต่เหมือนอยู่คนละโลก!

 

ภาพความเหลื่อมล้ำนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คน คนรายได้น้อยมักต้องใช้สัดส่วนรายได้กับพลังงานมากกว่าคนรายได้สูง ตัวอย่างเช่น ในบางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ครัวเรือนรายได้น้อยใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมันคิดเป็นประมาณ 3.3% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงใช้เพียงราว 2.1% เท่านั้น ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในเชิงเปอร์เซ็นต์นี้ แปลความได้ว่า เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น คนที่มีรายได้น้อยจะรู้สึกถึง “แรงกดดัน” มากกว่าอย่างชัดเจน เพราะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และกินสัดส่วนชีวิตมากกว่า

 

ในทางกลับกัน กลุ่มคนที่มีทรัพย์สินหรือการลงทุนในภาคพลังงานกลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างออกไป เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น รายได้และกำไรของบริษัทพลังงานก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้มูลค่าหุ้นและเงินปันผลเพิ่มขึ้น นักลงทุนและผู้ถือหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มรายได้สูงจึงสามารถ “ชดเชย” ต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้ หรือในบางกรณีอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วยซ้ำ

 

กล่าวได้ว่า สำหรับคนกลุ่มนี้ วิกฤตไม่ได้หมายถึงความสูญเสีย แต่เป็นช่วงเวลาของโอกาส

 

สถานการณ์ในปี 2026 ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ให้ชัดขึ้น เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรง ตลาดพลังงานกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งเสี่ยงและให้ผลตอบแทนสูง บริษัทพลังงานขนาดใหญ่รายงานว่า กำไรจากการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความผันผวนดังกล่าว ในขณะที่หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ค่าเงินอ่อนตัว และความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ความไม่สมดุลนี้ทำให้โลกดูเหมือนถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจนคือ ฝั่งที่ต้องดิ้นรนเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น และฝั่งที่สามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เดียวกันนั้นได้

 

สิ่งที่ทำให้วิกฤตพลังงานมีพลังทำลายล้างสูง

ไม่ใช่เพียงเพราะมันกระทบต่อการเดินทางหรือค่าไฟฟ้าเท่านั้น แต่เพราะพลังงานเป็น “ต้นทุนพื้นฐานของทุกอย่าง” ตั้งแต่อาหารที่ต้องขนส่งไปยังตลาด ไปจนถึงกระบวนการผลิตในโรงงาน เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนในทุกภาคส่วนก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อในวงกว้าง นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเตือนว่าสถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่ภาวะ “stagflation” ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้ากลับสูงขึ้น สถานการณ์ที่ยากต่อการแก้ไขและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

 

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของวิกฤตพลังงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องของทรัพยากรที่ขาดแคลนหรือราคาที่เพิ่มขึ้น แต่มันคือเรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำหนดว่า “ใครจะเจ็บ” และ “ใครจะรอด” ในโลกที่พึ่งพาพลังงานอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ แทบไม่มีใครหลีกเลี่ยงผลกระทบได้อย่างสมบูรณ์ แต่ความรุนแรงของผลกระทบกลับแตกต่างกันอย่างมาก สำหรับคนส่วนใหญ่ วิกฤตหมายถึงการต้องปรับตัว ลดค่าใช้จ่าย และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่สำหรับคนบางกลุ่ม มันอาจเป็นเพียงอีกช่วงหนึ่งของวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งโอกาสในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

 

และบางที นี่อาจเป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนที่สุดของโลกยุคใหม่ วิกฤตเดียวกัน ไม่เคยกระทบทุกคนเท่ากัน และในขณะที่บางคนกำลังพยายาม “อยู่ให้รอด” ก็มีอีกบางคนที่กำลัง “เติบโต” ท่ามกลางพายุลูกเดียวกันนั้นเอง

 

ข่าวล่าสุด

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เชลซี พบ แมนซิตี้ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 12 เม.ย.69