ภูมิใจไทยรัฐบาลป้ายแดง ประชาธิปัตย์ฝ่ายค้านเก่าแก่เร่งฟื้นความเชื่อมั่น
6 เมษายน 2569 พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์จัดพิธีทำบุญใหญ่ครบรอบวันก่อตั้งพรรค ท่ามกลางบริบทการเมืองที่แตกต่างระหว่างแกนนำรัฐบาลป้ายแดงและฝ่ายค้านเก่าแก่ที่เร่งปฏิรูป
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทยก้าวสู่ยุคทอง: เติบโตจากพรรคตัวแปรสู่แกนนำรัฐบาลด้วย ส.ส. 191 ที่นั่ง ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และยุทธศาสตร์ "พูดแล้วทำ"
- วิกฤตและความท้าทายฝ่ายบริหาร: รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญบททดสอบสำคัญทั้งการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน วิกฤตอุทกภัย และการผลักดันกฎหมายอำนวยความสะดวกใน 180 วัน
- การปฏิรูปใหญ่ของพรรคเก่าแก่: พรรคประชาธิปัตย์ในวัย 80 ปี ภายใต้ "อภิสิทธิ์ 2" เร่งสร้างคนรุ่นใหม่และรื้อฟื้นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์เพื่อกอบกู้ฐานเสียงที่ถดถอยลงอย่างหนัก
ภูมิใจไทยฉลอง 17 ปีสู่แกนนำรัฐบาล “อนุทิน 2.0”
บรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเต็มไปด้วยความคึกคักในวาระครบรอบ 17 ปี ก้าวสู่ปีที่ 18 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำสมาชิกพรรคประกอบพิธีทางศาสนาพุทธและอิสลาม ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติจากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ
โดยนายอนุทินได้ย้ำถึงความสำเร็จจากการยึดถือสโลแกน “พูดแล้วทำ” จนสามารถกวาดที่นั่ง ส.ส. ได้ถึง 191 เสียงในการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ขึ้นแท่นพรรคอันดับ 1 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล “ครม. อนุทิน 2.0” อย่างเต็มตัว
"หลักการที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้คือความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน พรรคพร้อมสนับสนุนแนวทางของสมาชิกทุกคนตราบเท่าที่ไม่ผิดกฎหมาย เพื่อนำเจตนารมณ์ไปรับใช้ประชาชน" นายอนุทิน กล่าวถ้อยแถลงต่อสมาชิกพรรค
เส้นทางประวัติศาสตร์และบททดสอบในสนามบริหาร
พรรคภูมิใจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปี 2551 ที่เริ่มจากกลุ่มเพื่อนเนวิน จนกลายเป็นพรรคหลักที่มี นายเนวิน ชิดชอบ เป็นยุทธศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม ในฐานะรัฐบาลพรรคต้องเผชิญวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาทันที
รวมถึงการตั้งเป้าปฏิรูปกฎหมายล้าสมัยให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นอกจากนี้ยังมีบททดสอบความเชื่อมั่นจากการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่และคดีกักตุนน้ำมัน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองการแก้ปัญหาของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
ประชาธิปัตย์ก้าวสู่ปีที่ 80 กับภารกิจกอบกู้ศรัทธา
ในวันเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดได้จัดงานครบรอบ 80 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดหลังสูญเสียที่นั่งในกรุงเทพฯ ทั้งหมดและเหลือ ส.ส. เพียง 21 ที่นั่ง โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หวนคืนตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นลำดับที่ 10 เพื่อสะสางโจทย์ใหญ่ในการฟื้นฟูพรรคที่ไม่ได้ชนะเลือกตั้งมานานกว่า 34 ปี ผ่านยุทธศาสตร์ผสมผสาน "เลือดเก่า-เลือดใหม่" โดยการจัดตั้ง Blue Academy และ Young Blue Camp เพื่อดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาขับเคลื่อนและสร้างเครือข่ายทางการเมืองในระดับสากล
สถานการณ์ของทั้ง2พรรคสะท้อนภาพลักษณ์ที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ภูมิใจไทยกำลังอยู่ในช่วง "ขาขึ้น" ที่ต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจ
ขณะที่ประชาธิปัตย์อยู่ในช่วง "รื้อฟื้น" ที่ต้องเร่งสร้างผลงานการตรวจสอบผ่านเวที "จับชีพจรคอร์รัปชัน" เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา แนวโน้มหลังจากนี้
การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอนุทินจะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของพรรคในระยะยาว ส่วนความอยู่รอดของประชาธิปัตย์ขึ้นอยู่กับการปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของประชาชนในยุคใหม่เพื่อไม่ให้สูญหายไปจากสารบบการเมืองไทย


