ชี้อาเซียน ต้องปรับโครงสร้างระบบพลังงานจริงจัง! หากหวังรอดระยะยาว
รายงานชี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันกลับใช้ถ่านหินท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก แต่กลับเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยง ขณะที่พลังงานหมุนเวียนเป็นทางออกที่ถูกและยั่งยืนกว่า
KEY
POINTS
- การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้อาเซียนเผชิญกับความไม่มั่นคงทางพลังงานและราคาที่ผันผวน การสลับไปใช้ถ่านหินแทนก๊าซไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนเพราะราคามีความเชื่อมโยงกัน
- พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นทางเลือกที่มั่นคงและมีต้นทุนที่คุ้มค่ากว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาวแล้วในหลายประเทศ และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า
- ทางรอดของอาเซียนคือการปรับโครงสร้างระบบพลังงานครั้งใหญ่ โดยต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกชนิด และเร่งพัฒนาพลังงานสะอาดภายในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน
"เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างระบบพลังงานอย่างจริงจัง การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม ไม่ใช่หนทางสู่ความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว"
ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังหันกลับไปพึ่งพาถ่านหินมากขึ้นในระยะสั้น เพื่อชดเชยราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Zero Carbon Analytics ชี้ให้เห็นว่า แนวทางดังกล่าวอาจนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบทั้งด้านต้นทุน ความมั่นคงทางพลังงาน และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชียเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ภายในระยะเวลาอันสั้น เมื่อราคาก๊าซพุ่งสูง หลายประเทศจึงเลือกหันไปใช้ถ่านหินแทนเพื่อลดต้นทุนในระยะสั้น แต่การตัดสินใจเช่นนี้กลับทำให้ความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาถ่านหินเองก็ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงสำคัญว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภทมีความเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงหนึ่งไปสู่อีกชนิดหนึ่งไม่ได้ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดโลก
รายงานดังกล่าวยังชี้ว่า ความเชื่อที่ว่าถ่านหินเป็นพลังงานราคาถูกและมั่นคงนั้นไม่สอดคล้องกับข้อมูลจริง แม้การเปลี่ยนมาใช้ถ่านหินจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับเป็นการผูกมัดประเทศต่าง ๆ ให้ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงจากแรงกระแทกทางเศรษฐกิจระดับโลกมากขึ้น นอกจากนี้ ถ่านหินยังมีต้นทุนแฝงที่มักถูกมองข้าม เช่น มลพิษทางอากาศ ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในทางตรงกันข้าม พลังงานหมุนเวียนกำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่า ทั้งในแง่ของต้นทุนและความมั่นคง พลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนถูกกว่าถ่านหินใน 7 จาก 10 ประเทศในอาเซียน รวมถึงสิงคโปร์ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ อีกทั้งยังไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ แม้ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ถ่านหินอาจดูเหมือนมีราคาถูกกว่าในภาพรวม แต่แท้จริงแล้วราคานั้นถูกบิดเบือนจากนโยบายอุดหนุนของรัฐ เมื่อพิจารณาต้นทุนทั้งหมดอย่างรอบด้าน พลังงานหมุนเวียนกลับมีความคุ้มค่ามากกว่าอย่างชัดเจน
รายงานดังกล่าว ยังเสนอภาพอนาคตที่น่าสนใจว่า หากภูมิภาคอาเซียนเลือกแทนที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซที่วางแผนไว้ประมาณ 45 กิกะวัตต์ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ในทางกลับกัน หากเลือกขยายกำลังการผลิตด้วยถ่านหินแทน จะกลายเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงที่สุด
บทสรุปสำคัญของการวิเคราะห์ครั้งนี้คือ วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในรอบห้าปีเป็นสัญญาณเตือนว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างระบบพลังงานอย่างจริงจัง การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม ไม่ใช่หนทางสู่ความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
ทางออกที่ยั่งยืนคือการเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านโครงข่ายไฟฟ้าในระดับภูมิภาค
ท้ายที่สุด ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคนี้จะไม่เกิดจากการ “สลับ” ระหว่างเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่จะเกิดจากการ “ลดการพึ่งพา” เชื้อเพลิงเหล่านั้นอย่างแท้จริง และมุ่งสู่ระบบพลังงานที่สะอาด ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากกว่าในอนาคต


