7กกต.ถูกร้องป.ป.ช. ปมแจ้งจับประชาชน ขัดรัฐธรรมนูญ-ผิดจริยธรรม
ศรีสุวรรณ จรรยา บุก ป.ป.ช. ร้องสอบ 7 กกต. กรณีสั่งแจ้งความเอาผิด 6 ประชาชนตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ชี้เป็นการใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญและคุกคามสิทธิเสรีภาพ
KEY
POINTS
- ประเด็นการขัดรัฐธรรมนูญ: การร้องเรียนมุ่งเน้นไปที่การละเมิดหลักการ "การเลือกตั้งโดยลับ" (ม.85) และสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ (ม.50, ม.63) โดยมองว่าการมีคิวอาร์โค้ดบนบัตรและการแจ้งความจับผู้ตรวจสอบเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุด
- การใช้อำนาจเกินขอบเขต: บทความชี้ให้เห็นว่า กกต. มีกลไกสืบสวนสอบสวนภายในอยู่แล้ว แต่กลับเลือกใช้การแจ้งความอาญา (เช่น ม.116) ซึ่งถูกมองว่าเป็น "การใช้กฎหมายปิดปาก" (SLAPP) และเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ
- ความเสี่ยงต่อผลการเลือกตั้ง: หาก ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญเห็นพ้องกับคำร้องนี้ ไม่เพียงแต่ กกต. จะมีความผิดทางจริยธรรมร้ายแรง แต่ยังอาจส่งผลกระทบให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะได้
ร้องไต่สวน กกต. ปมใช้กฎหมายปิดปากประชาชน
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน มอบอำนาจให้รองเลขาธิการ กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน 6 คน ณ กองบังคับการปราบปราม โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
การยื่นเรื่องครั้งนี้มีมูลเหตุมาจากการที่ กกต. ดำเนินคดีกับกลุ่มประชาชนที่พยายามตรวจสอบความโปร่งใสของบัตรเลือกตั้งที่มี "บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด" ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 คันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 ซึ่งประชาชนกลุ่มดังกล่าวตั้งข้อสังเกตว่ารูปแบบบัตรอาจทำให้การเลือกตั้ง "ไม่ลับ" ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 85 กำหนดไว้ จนนำไปสู่การแจ้งความเอาผิดในข้อหาร้ายแรงรวมถึง ม.116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ชี้ละเมิดสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและหลักธรรมาภิบาล
นายศรีสุวรรณระบุว่า การที่ประชาชนออกไปถ่ายภาพหรือวิดีโอเพื่อพิสูจน์ระบบการลงคะแนน ถือเป็นการทำหน้าที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ม.50 และ ม.63 ซึ่งบัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและชี้เบาะแสความไม่โปร่งใส การที่ กกต. เลือกใช้มาตรการทางกฎหมายอาญาเข้าจัดการ แทนที่จะใช้กลไกสืบสวนสอบสวนตามระเบียบปกติ จึงถือเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้
นอกจากนี้ นายศรีสุวรรณยังเน้นย้ำว่า ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานรัฐโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะตาม ม.34 และ ม.41 การกระทำของ กกต. จึงเปรียบเสมือนการตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อระงับการตรวจสอบ ซึ่งขัดต่อหลักธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน และอาจส่งผลให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมากลายเป็นโมฆะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ
จี้ ป.ป.ช. ฟันจริยธรรมร้ายแรงเพื่อบรรทัดฐานสังคม
นายศรีสุวรรณกล่าวสรุปว่า การใช้อำนาจของ กกต. ทั้ง 7 คน เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 ม.22 อย่างร้ายแรง องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงไม่อาจนิ่งเฉยได้และจำเป็นต้องให้ ป.ป.ช. ทำหน้าที่ไต่สวนเพื่อชี้มูลความผิดและสร้างบรรทัดฐานว่าหน่วยงานรัฐไม่สามารถใช้อำนาจคุกคามประชาชนที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้
"การทำให้กฎหมายเป็นกฎหมายคือหัวใจสำคัญของการปกครอง กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ใช่มีหน้าที่มาแจ้งความจับประชาชนที่สงสัยในความโปร่งใสของตนเอง" นายศรีสุวรรณกล่าวทิ้งท้ายก่อนเข้าสู่กระบวนการยื่นเอกสารหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


