ทรัมป์สั่งเรือรบคุ้มครองเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นักวิเคราะห์ชี้เรือรบไม่พอ
ทรัมป์สั่ง DFC หนุนประกันภัยการเดินเรือ พร้อมเตรียมให้กองทัพเรือคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สกัดวิกฤตราคาพลังงานพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะนักวิเคราะห์มองอาจได้ผลจำกัด เนื่องจากจำนวนเรือรบในพื้นที่มีน้อย
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า กองทัพเรือสหรัฐอาจเริ่มปฏิบัติภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์จำเป็น พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ U.S. International Development Finance Corporation (DFC) จัดทำประกันความเสี่ยงทางการเมืองและค้ำประกันทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการค้าทางทะเลในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
มาตรการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในก้าวที่แข็งกร้าวที่สุดของรัฐบาลสหรัฐในการควบคุมราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง หลังอิสราเอลและสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคหยุดชะงักและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นทันที
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในห้าของปริมาณการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ขณะนี้มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำได้รับความเสียหายจากการโจมตี ขณะที่บางส่วนติดค้างอยู่ในพื้นที่ ส่งผลให้บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยต้องทบทวนความเสี่ยง โดยเบี้ยประกันภัยสงครามปรับตัวสูงขึ้น และบางแห่งลดหรือยกเลิกความคุ้มครอง
ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ไม่ว่าอย่างไร สหรัฐอเมริกาจะรับประกันการไหลเวียนของพลังงานสู่โลกอย่างเสรี” พร้อมระบุว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมตามมา โดยรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีพลังงานเตรียมนำเสนอแนวทางรับมือเพิ่มเติมในที่ประชุมกับผู้นำสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและพลังงานบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การคุ้มกันทางทหารและการสนับสนุนประกันภัยอาจยังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน หากสถานการณ์สู้รบยังดำเนินต่อไป ปัจจุบันกองทัพเรือสหรัฐมีเรือรบราว 12 ลำในตะวันออกกลาง รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน แต่บางส่วนถูกใช้ในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านแล้ว ทำให้ขีดความสามารถในการคุ้มกันเชิงพาณิชย์มีข้อจำกัด
นักวิเคราะห์มองว่า หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและแรงสนับสนุนทางการเมืองของพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลสหรัฐยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนต่อการใช้น้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ แต่มีสัญญาณว่าอาจพิจารณามาตรการดังกล่าว หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่า ความเสี่ยงจากสงครามอาจไม่ได้จำกัดเพียงเส้นทางขนส่ง หากแต่รวมถึงแหล่งผลิตน้ำมัน ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ผันผวนรุนแรงยิ่งขึ้นต่อไป


