“อรรถพล” สั่งพลังงานระวังความไม่สงบตะวันออกกลาง เร่งจัดหาเชื้อเพลิงสกัดวิกฤต
“อรรถพล” สั่งเฝ้าระวังเข้มความไม่สงบตะวันออกกลาง แม้ไทยมีสำรอง 60 วัน เร่งกระจายแหล่งนำเข้า ดูแลราคาไม่ให้กระทบประชาชน
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุชยังไม่ถูกปิดทั้งหมด แต่ความตึงเครียดส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวน อยู่ในช่วงเฉลี่ย 75–85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 7%
ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องตรึงราคาขายปลีกภายในประเทศ สามารถใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยได้ โดยสถานะกองทุน ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 อยู่ในระดับเป็นบวก 2,459 ล้านบาท ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอราว 60 วัน
สำหรับแผนนำเข้าน้ำมันดิบในเดือนมีนาคม กระทรวงพลังงานได้ปรับแผนจัดซื้อจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐอเมริกา แทนการพึ่งพาตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุช โดยคาดว่าจะสามารถจัดหาและขนส่งได้ภายในปลายเดือนเมษายนนี้
ด้านมาตรการสำรองเพื่อความมั่นคงพลังงานภายในประเทศ จะควบคุมการส่งออกน้ำมันอย่างเข้มงวด โดยยกเว้นการส่งออกบางส่วนไปยัง สปป.ลาว เนื่องจากไทยยังมีความเชื่อมโยงด้านพลังงานระหว่างกัน พร้อมทั้งกำชับผู้ค้าน้ำมันไม่ให้กักตุนเกินความจำเป็น
ส่วนก๊าซหุงต้ม (LPG) ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ โดยในเดือนเมษายนจะบริหารจัดการผ่านโรงกลั่นและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงจัดหาจากแหล่งปิโตรนาส ประเทศมาเลเซียเพิ่มเติม
สำหรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้าจากกาตาร์และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุช อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ โดยได้เจรจาจัดหา Spot LNG จากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา รวมถึงพิจารณาเลื่อนแผนซ่อมบำรุงบางส่วนเพื่อลดผลกระทบ ทั้งนี้ การจัดหา Spot LNG อาจมีต้นทุนสูงกว่ากรอบที่กำหนด และอาจกระทบต่อราคา Pool Gas ซึ่งกระทรวงจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
ด้านไฟฟ้า คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในช่วงปลายเดือนเมษายน อยู่ที่ประมาณ 36,000 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะบริหารเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการผลิตจากพลังน้ำและถ่านหิน พร้อมงดการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันว่า กระทรวงจะดำเนินทุกมาตรการเพื่อให้มีปริมาณสำรองน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม LNG และไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ พร้อมดูแลเสถียรภาพราคา และขอความร่วมมือภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐ และประชาชน ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด เพื่อลดภาระการนำเข้าในช่วงสถานการณ์เปราะบางของตลาดพลังงานโลก.


