'ทนายนกเขา' ร้องผู้ตรวจฯ สอบ กกต. ปมเลือกตั้ง 69 ส่อพิรุธ-ขัดรัฐธรรมนูญ
นายนิติธร ล้ำเหลือ นำทีม คปท. ยื่นหนังสือจี้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมระบบบาร์โค้ดทำลายความลับเลือกตั้ง พร้อมอัด กกต. แจ้งความอั้งยี่ประชาชน
KEY
POINTS
- ข้อกังขาเรื่องความลับ: บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่อพิรุธว่าอาจเชื่อมโยงถึงตัวบุคคล ขัดหลักการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85
- ความไม่โปร่งใส: พบปัญหาบัตรเขย่งและการกั๊กประกาศผลคะแนนเพียง 95% โดยไม่มีเหตุฉุกเฉินรองรับตามที่กฎหมายกำหนด
- ตำหนิการฟ้องประชาชน: จี้ กกต. ทบทวนการแจ้งข้อหาอั้งยี่กับสื่อและประชาชน ชี้พรรคการเมืองบางพรรคมีพฤติกรรมใกล้เคียงข้อหานี้มากกว่า
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เมื่อ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ "ทนายนกเขา" แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่ากระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่บัญญัติให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย "ตรงและลับ"
นายนิติธร ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของเทคโนโลยี QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. เคยระบุว่าสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ ประเด็นนี้สร้างความกังขาว่าหากระบบสามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ จะถือว่าเป็นการเลือกตั้งโดยลับตามเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุดหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามถึงเจ้าของระบบและการเข้าถึงฐานข้อมูลว่ามีความปลอดภัยและเป็นกลางเพียงใด
นอกจากประเด็นเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ทนายนกเขายังหยิบยกเรื่อง "บัตรเขย่ง" และความลักลั่นของคะแนนระหว่างบัตรบัญชีรายชื่อกับบัตรแบ่งเขตที่มีส่วนต่างสูงจนน่าสงสัย รวมถึงการประกาศผลคะแนนเพียง 95% ทั้งที่นับเสร็จครบ 100% แล้ว ซึ่งตามกฎหมายจะทำได้ต่อเมื่อมีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่งยวดเท่านั้น แต่จนถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสังคม
ในส่วนของท่าที กกต. ที่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนในข้อหา "อั้งยี่ซ่องโจร" นายนิติธร มองว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่เหมาะสม โดยเปรียบเทียบอย่างเจ็บแสบว่า พฤติกรรมของบางพรรคการเมืองในขณะนี้อาจเข้าข่ายนิยามของ "อั้งยี่" เสียมากกว่าประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
สำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคต นายนิติธรยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำมวลชนลงถนน โดยจะเน้นการใช้กลไกตรวจสอบตามกฎหมายเป็นหลัก แต่หากพบว่าผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคณะรัฐมนตรีมีประวัติ "ด่างพร้อย" หรือขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เมื่อนั้นตนและเครือข่ายพร้อมจะออกมาเคลื่อนไหวทันที เพื่อปกป้องมาตรฐานทางจริยธรรมของบ้านเมือง


