กกต.ยันบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดสอบย้อนกลับถึงผู้ลงคะแนนไม่ได้ แค่ป้องกันปลอมแปลง
กกต.ชี้แจงบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดเพื่อป้องกันปลอมแปลงและบริหารจัดการ ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้ลงคะแนน ยืนยันกระบวนการลงคะแนนเป็นความลับตามกฎหมาย
ที่สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยากร รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงกรณีข้อกังวลเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเลือกผู้ใดหรือไม่ โดยยืนยันว่า กระบวนการลงคะแนนเป็นความลับ ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้สิทธิได้อย่างแน่นอน
รองเลขาธิการ กกต. อธิบายว่า ขั้นตอนการใช้สิทธิ ผู้มีสิทธิจะต้องเขียนข้อมูลบนต้นขั้ว ก่อนนำบัตรเข้าไปลงคะแนนในคูหา ซึ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามนำบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วไปแสดงต่อผู้อื่น และห้ามใช้อุปกรณ์บันทึกภาพบัตรเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษทางอาญาและอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ภายหลังปิดหีบเวลา 17.00 น. คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะดำเนินการนับคะแนนโดยไม่ทราบว่าบัตรเป็นของผู้ใด เนื่องจากต้นขั้วบัตรถูกแยกเก็บต่างหาก เมื่อเสร็จสิ้นการนับ บัตรจะถูกบรรจุในถุงวัสดุใส แยกบัตรดีและบัตรเสีย รัดด้วยเคเบิลไทร์ ก่อนบรรจุลงหีบบัตรและส่งต่อไปยังศูนย์รวมคะแนน
จากนั้นจะมีการยุบรวมบัตรจากทุกหน่วย โดยไม่เปิดสายรัดถุง ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าบัตรมาจากหน่วยใด ขณะที่ต้นขั้วบัตรและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะถูกจัดเก็บแยกต่างหากในสถานที่ปลอดภัย และเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 2 ปี จนพ้นกำหนดเวลาร้องเรียน
รองเลขาธิการ กกต. ย้ำว่า แม้แต่ กกต. เองก็ไม่มีอำนาจเปิดดูบัตรเพื่อสืบค้นตัวบุคคล ทำได้เพียงเปิดเพื่อนับคะแนนใหม่ตามกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการลงคะแนนเป็นความลับอย่างแท้จริง
ด้านนายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การกำหนดให้มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามระเบียบข้อ 129 ที่ให้อำนาจ กกต. กำหนดรหัสหรือเครื่องหมายใด ๆ บนบัตรโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง
บาร์โค้ดดังกล่าวยังใช้เป็นเครื่องมือควบคุมการจัดพิมพ์ การเข้าเล่ม และการกระจายบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างครบถ้วนและตรวจสอบได้ เช่น การตรวจสอบจำนวนบัตรในแต่ละเล่ม (เล่มละ 20 ฉบับ) ป้องกันปัญหาบัตรเกินหรือบัตรเขย่ง รวมถึงติดตามความรับผิดชอบหากเกิดกรณีบัตรรั่วไหล
ทั้งนี้ แม้ในทางเทคนิคบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลต้นขั้วได้ แต่เมื่อกระบวนการจัดเก็บถูกแยกส่วนและยุบรวมแล้ว ย่อมไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด กกต.ยืนยันว่า การใช้บาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม มิได้ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบตัวบุคคลตามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมออนไลน์
กกต. ย้ำว่า ระบบรักษาความปลอดภัยในทุกขั้นตอนมีความรัดกุม และบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้อย่างแน่นอน.


