"พิชาย" ชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งส่อพิรุธ ทำลายหลักลงคะแนนลับ
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เตือนกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ หากเป็นรหัสเฉพาะที่ระบุตัวผู้ใช้สิทธิได้ จะกระทบหลักการลงคะแนนลับทันที
KEY
POINTS
ทำลายหลักการลงคะแนนลับ: การมีรหัสเฉพาะที่เชื่อมโยงถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้ ทำให้รัฐสามารถตรวจสอบย้อนหลังว่าใครเลือกใคร ซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตยสากล
สุ่มเสี่ยงขัดกฎหมายเลือกตั้ง: หากระบบเปิดช่องให้ระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ จะถือว่าการเลือกตั้งไม่เสรีและเป็นธรรม (Free and Fair) และอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
วิกฤตความชอบธรรม: นำไปสู่การใช้อิทธิพลคุกคาม ระบบอุปถัมภ์เข้มแข็งขึ้น และเปิดทางให้ตรวจสอบการซื้อเสียงได้ง่าย จนกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมือง
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์จากนิด้า โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เตือนกรณีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ หากมีรหัสเฉพาะที่ระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ จะถือเป็นการทำลายหลักการลงคะแนนลับทันที
รศ.ดร.พิชาย ระบุว่า หากบัตรเลือกตั้งมีรหัสเฉพาะ (Unique Serial) และมีการบันทึกว่าผู้สิทธิคนใดได้รับบัตรหมายเลขใดไป ผลทางหลักการจะร้ายแรงมาก เพราะหลักการ "Secret Ballot" ไม่ได้หมายถึงแค่ประชาชนไม่รู้กันเอง แต่รัฐต้องไม่สามารถล่วงรู้ได้ด้วย หากรัฐเข้าถึงข้อมูลได้ แม้จะอ้างว่าไม่ได้เปิดดู แต่ในทางเทคนิคถือว่าศักยภาพในการคุกคามเกิดขึ้นแล้ว และหลักการได้ถูกทำลายลง
ในเชิงกฎหมาย การออกแบบระบบที่ย้อนรอยถึงผู้ลงคะแนนได้ ขัดต่อมาตรฐานการเลือกตั้งที่เสรีและเที่ยงธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อหาการละเมิดหลักความลับ และทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ผลกระทบที่ตามมาคือประชาชนจะลงคะแนนด้วยความกลัว ระบบอุปถัมภ์และการซื้อเสียงจะตรวจสอบได้ง่ายขึ้นโดยผู้มีอำนาจ
"นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างของความชอบธรรม หากระบบมีความสามารถในการย้อนกลับได้จริง แม้จะยังไม่มีการใช้งาน แต่ความชอบธรรมของการเลือกตั้งจะสั่นคลอนทันที และอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง" รศ.ดร.พิชาย กล่าว
สำหรับข้อความที่ รศ.ดร.พิชาย โพสต์ในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาดังต่อไปนี้


