สูตร325เสียง ตั้งรัฐบาลไฮบริด ยุทธศาสตร์ค้ำบัลลังก์อยู่ยาว 4 ปี
เปิดแผนตั้งรัฐบาล 325 เสียง นำโดยภูมิใจไทยผนึกเพื่อไทยและกล้าทำ มุ่งสร้างฐานอำนาจที่พรรคร่วมไร้แต้มต่อรอง พร้อมสยบฝ่ายค้านที่ระส่ำระสายหวังบริหารครบวาระ
KEY
POINTS
- มีการวิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาด 325 เสียง นำโดยพรรคภูมิใจไทย เพื่อสร้างเสถียรภาพที่แข็งแกร่งและบริหารประเทศให้ครบวาระ 4 ปี
- ใช้ยุทธศาสตร์แบบ "ไฮบริด" โดยผสมผสานระหว่างกลุ่มการเมือง "บ้านใหญ่" ที่ค้ำจุนเสียงในสภา กับทีมบริหารมืออาชีพ "Super Team" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ
- ตัวเลข 325 เสียงช่วยลดอำนาจต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้แม้มีพรรคใดถอนตัวก็ยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ประกอบกับฝ่ายค้านที่อ่อนแอลงจึงมีโอกาสอยู่ครบเทอมสูง
ยุทธศาสตร์การเมืองไทยกำลังขยับเข้าสู่ฉากทัศน์ "รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาด" กับสูตร 325 เสียงที่ถูกวิเคราะห์ว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงถึง 90% โดยมี พรรคภูมิใจไทย (193 เสียง) เป็นแกนนำ ผนึกกำลังกับ พรรคเพื่อไทย (74 เสียง) และ พรรคกล้าธรรม (58 เสียง) เป้าหมายเดียวคือการสร้างปราการเหล็กที่ "ล้มยาก" เพื่อบริหารประเทศให้ครบวาระ 4 ปี ท่ามกลางกระแสการจัดสรรผลประโยชน์ภายในที่เข้มข้น
ประเด็นหลัก: เจาะลึกโครงสร้างอำนาจและจุดเปลี่ยน
1.สูตร ‘ขาดเธอฉันไม่ตาย’: ทำลายอำนาจต่อรองพรรคร่วม จุดเด่นที่สุดของตัวเลข 325 เสียง คือการปิดประตูถูกข่มขู่จากพรรคร่วมรัฐบาล หากพรรคเพื่อไทย (74 เสียง) ถอนตัว รัฐบาลจะยังเหลือ 251 เสียง ซึ่งยังเป็นเสียงข้างมากในสภา หรือหากพรรคกล้าทำ (58 เสียง) แยกตัว รัฐบาลก็ยังประคองตัวได้ที่ 267 เสียง สภาวะนี้ทำให้แกนนำรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ และพรรคร่วมไม่สามารถใช้ "การถอนตัว" มาเป็นเครื่องมือต่อรองโควตาหรือนโยบายได้ง่ายเหมือนในอดีต
2. คณิตศาสตร์โควตา: ศึกในของ ‘บ้านใหญ่’ และกลุ่มก๊วน แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่ภายในต้องเผชิญกับ "วิกฤตเก้าอี้ไม่พอ" เมื่อต้องใช้ตัวหารสูงถึง 9.29 ส.ส. ต่อ 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้พรรคภูมิใจไทยอาจเหลือโควตาเพียง 21 ที่นั่ง ส่งผลให้การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในกลุ่มบ้านใหญ่ ทั้งสายปักษ์ใต้ (พิพัฒน์ รัชกิจประการ), บุรีรัมย์ (ทรงศักดิ์ ทองศรี), อุทัยธานี (ชาดา ไทยเศรษฐ์) และชลบุรี (สุชาติ ชมกลิ่น) กลายเป็นโจทย์หินที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องบริหารจัดการไม่ให้เกิด "คลื่นใต้น้ำ" จากความไม่พอใจของบิ๊กเนมที่พลาดหวัง
3. ฝ่ายค้านระส่าย: ทางสะดวกสู่การอยู่ครบวาระ เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้เกิดจากตัวเลขเท่านั้น แต่ยังได้อานิสงส์จากความอ่อนแอของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่กำลังเผชิญ "วิบากกรรมจริยธรรม" ของ 44 สส. ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์แกนนำชุดหลัก ทำให้ศักยภาพในการตรวจสอบและเกมในสภาลดลงอย่างมาก เมื่อฝ่ายค้านไร้เขี้ยวเล็บและรัฐบาลมีทีมงาน "Super Connection" คอยค้ำบัลลังก์ โอกาสที่จะเห็นรัฐบาลชุดนี้อยู่ครบ 4 ปีจึงมีความเป็นไปได้สูงสุดในรอบทศวรรษ
‘Super Team’ รัฐบาลอนุทิน: 3 บิ๊กเนมกู้วิกฤต สานต่อยุทธภาพ 325 เสียง
ภายใต้สูตรเสถียรภาพ 325 เสียง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้วางเพียงหมากเกมในสภา แต่ยังเปิดตัวทีมบริหารระดับพระกาฬที่เรียกว่า "Super Team" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและเวทีโลก โดยดึงมืออาชีพ "นอกโผการเมือง" เข้ามาคุมกระทรวงหลักทางเศรษฐกิจและต่างประเทศ เพื่อลบภาพจำรัฐบาลโควตาบ้านใหญ่ สู่รัฐบาลมืออาชีพ
3 ทหารเสือ: พลิกเศรษฐกิจ ดึงต่างชาติ ค้ำบัลลังก์รัฐบาล
1. Super E: เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รมว.คลัง) "ขุนคลังคู่ใจ" ผู้เป็นหัวใจหลักในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ เอกนิติคืออดีตอธิบดีกรมสรรพสามิตและกรมสรรพากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวินัยการเงินการคลังอย่างสูง การดึงตัวเขามานั่งตำแหน่งนี้เพื่อส่งสัญญาณถึงความ "โปร่งใส" และ "ทันสมัย" โดยมีเป้าหมายหลักคือการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและดิจิทัลวอลเล็ตในรูปแบบที่ยั่งยืนกว่าเดิม
2. Super G: ศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์) "หญิงแกร่งแห่งดุสิตธานี" ที่ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองครั้งแรก ศุภจีถูกวางตัวให้เป็นแม่ทัพใหญ่ในการรุกตลาดโลกและแก้ปัญหาค่าครองชีพ ด้วยประสบการณ์บริหารระดับสากล เธอถูกคาดหวังให้เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่าง "รัฐและเอกชน" เพื่อผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยและขยายตลาดการค้าใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยดูเป็นสากลมากขึ้น
3. Super S: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รมว.ต่างประเทศ) "นักการทูตมือทอง" อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่นานาชาติยอมรับ ภารกิจของสีหศักดิ์คือการดึงประเทศไทยกลับสู่ "เรดาร์โลก" และแก้เกมความขัดแย้งในภูมิภาค โดยเฉพาะปมชายแดนไทย-กัมพูชา และวิกฤตเมียนมา การมีนักการทูตอาชีพคุมบังเหียนจะช่วยลดแรงเสียดทานจากองค์กรระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างรวดเร็ว
การจัดทัพแบบ "Hybrid" ที่ผสมผสานระหว่าง กลุ่มบ้านใหญ่ (รักษาเสียงในสภา) และ Super Team (สร้างความเชื่อมั่น) คือไม้ตายที่ทำให้นายอนุทินมั่นใจว่าจะสามารถประคองรัฐบาล 325 เสียงให้อยู่รอดได้ครบ 4 ปี เพราะนอกจากจะมีเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้นแล้ว ยังมี "กึ๋น" ในการบริหารที่พร้อมจะแสดงผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรม
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิก)


