เลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ชี้ชะตาประเทศ เตือนกับดักนโยบายประชานิยม
ประธานสภาผู้บริโภคชี้บทเรียนเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคที่เน้นนโยบายประชานิยมแจกเงินไม่ยั่งยืน กระตุ้นผู้บริโภคเลือกนโยบายที่ทำได้จริงและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
จากปัญหาการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่ใช้เวลายาวนานและเกิดอุบัติเหตุต่อเนื่อง ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูง และระบบขนส่งสาธารณะที่ประชาชนต่างจังหวัดเข้าไม่ถึง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน สภาผู้บริโภคย้ำการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศที่ผู้บริโภคต้องพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคและสามารถปฏิบัติได้จริง ย้ำบทเรียนเลือกพรรคแจกเงินไม่ยั่งยืน
นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึงนี้มีความสำคัญมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ แต่คือการร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตว่าจะก้าวสู่วิถีใหม่ หรือยังคงเลือกแนวทางเดิม ๆ หากยังตัดสินใจเลือกแบบเดิม ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา
“ไม่ควรคาดหวังว่ากลุ่มอำนาจเดิมจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ เพราะหากทำได้จริงก็คงเกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้น การเปิดโอกาสให้คนใหม่หรือพรรคใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงเวลาเพียง 4 ปี ควรนำมาพิจารณา เมื่อเทียบกับการให้โอกาสกลุ่มอำนาจเดิมมานานหลายสิบปี” นางสาวบุญยืน กล่าว
นางสาวบุญยืน ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องนโยบายประชานิยมที่เน้นการแจกเงิน ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง โดยทุกคนควรมีบทเรียนที่ผ่านมาว่า สิ่งที่พูดในช่วงหาเสียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังได้อำนาจมักไม่สอดคล้องกัน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ นโยบายที่เข้าใจภาคประชาชน สามารถปฏิบัติได้จริง และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน
ยกตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยมายาวนานและยังไม่ได้แก้ไขกรณีถนนพระราม 2 ที่ก่อสร้างและซ่อมแซมยาวนานกว่า 50 ปี เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก แต่รัฐกลับไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ เนื่องจากกระบวนการร่างสัญญาโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่มีเงื่อนไขคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเมื่อเอกชนกระทำผิดพลาด เช่นเดียวกับกรณีสัมปทานเหมืองทองที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่รัฐกลับยอมเสียเปรียบเอกชนมาโดยตลอด
“สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญญาโง่ ที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ผู้ลงนามในสัญญาไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ” นางสาวบุญยืน กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำในระบบขนส่งมวลชนและวิกฤตพลังงาน โดยรัฐมักให้ความสำคัญกับระบบขนส่งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดกลับถูกละเลย ต้องเผชิญกับระบบสัมปทานรถโดยสารแบบผูกขาดที่อยู่ในตระกูลเดิม ส่งผลให้ระบบขนส่งสาธารณะในหลายพื้นที่ต้องปิดตัวลง และทำให้ประชาชนบางส่วนจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อซื้อรถส่วนตัว และเผชิญความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน
ขณะเดียวกัน นโยบายด้านพลังงานยังสร้างภาระให้ประชาชน ผ่านค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม และการจ่ายเงินชดเชยค่าพร้อมจ่ายให้แก่กลุ่มทุนไฟฟ้า ทั้งที่ประเทศไทยควรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ที่อยู่อาศัย เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้ประชาชนได้จริงจังตามทิศทางของโลก
“การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เลือกคนที่จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านอนาคตของประเทศ และสลายกลไกอำนาจที่ไม่เคยเห็นและเข้าใจภาคประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวบุญยืน กล่าว


