เปิดเส้นทาง ‘เรืองไกร’ จากผู้ร้องตรวจสอบ ‘ทักษิณ–พิธา’ สู่ยื่นถอนประชามติ
"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" จากเส้นทางนักการเมือง สู่ฉายานักร้อง(เรียน) ผู้ล้มเลือกตั้ง 49 ยื่นตรวจสอบ “ทักษิณ–พิธา” สู่การยื่นร้องเพิกถอนประชามติ
เปิดเส้นทาง ‘เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ’ มือตรวจสอบบัญชีผู้เขย่าทำเนียบรัฐบาล จากผลงานโบแดงล้มการเลือกตั้งปี 49 ปลด ‘สมัคร’ พ้นเก้าอี้ ล่าสุดยื่นสอบมติครม. ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ
เรืองไกร มักจะปรากฏตัวต่อหน้าสื่อพร้อมกองเอกสารปึกหนาในมือชื่อของเขาทำให้นักการเมือง สื่อมวลชนต้องจับตามองในฐานะ นักร้องเรียน และ นักตรวจสอบ
จากนักบัญชี สู่สมาชิกวุฒิสภา
นายเรืองไกร เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2504 จบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจและบัญชีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และธรรมศาสตร์ เริ่มต้นชีวิตการทำงานในแวดวงการเงินและบัญชี ก่อนจะก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองอย่างเต็มตัวผ่านการได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แบบสรรหา ในปี 2551 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสร้างชื่อเสียงในฐานะฝ่ายตรวจสอบ
โพสต์ทูเดย์ พาย้อนรอยผลงานสะเทือนการเมืองตลอดกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นายเรืองไกรยื่นคำร้องตรวจสอบนักการเมืองมาแล้วแทบทุกค่าย โดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้
ล้มการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549
ย้อนกลับไปในปี 2549 ซึ่งถือเป็นจุดแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการของเรืองไกร ในขณะนั้นเขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุและการบอยคอตการเลือกตั้งทั่วไปของพรรคฝ่ายค้าน
นายเรืองไกรเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยจับประเด็นเรื่อง “การจัดวางคูหาเลือกตั้ง” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่หันด้านหลังออกสู่ที่สาธารณะ ทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นการลงคะแนนได้ ซึ่งขัดต่อหลักการ “การลงคะแนนโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ
ความแม่นยำในข้อกฎหมายนี้นำไปสู่คำวินิจฉัยประวัติศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ที่ตัดสินให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วไป วันที่ 2 เมษายน 2549 ตกเป็น “โมฆะ” และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ เหตุการณ์นี้นับเป็นการใช้นิติสงครามครั้งสำคัญที่สั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก่อนจะเกิดการรัฐประหารในเวลาต่อมา
คดี “ชิมไปบ่นไป”
ปี 2551 ชื่อของเรืองไกรกระหึ่มอีกครั้งในฐานะ ส.ว.สรรหา เมื่อเขาเดินหน้าตรวจสอบคุณสมบัติของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กรณีรับค่าตอบแทนจากการเป็นพิธีกรรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า”
เรืองไกรยกข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นลูกจ้างของบุคคลอื่น มาต่อสู้ในชั้นศาล แม้จะเป็นประเด็นที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์กลับรุนแรงถึงขั้นทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายสมัคร “พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ทันที
ร้องตรวจสอบ “ทักษิณ ชินวัตร” หลังกลับประเทศไทย
ภายหลัง นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับประเทศไทยในปี 2566 และได้รับการพักโทษตามกระบวนการราชทัณฑ์ เรืองไกรได้ยื่นคำร้องต่อหลายหน่วยงาน อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ อัยการสูงสุด เพื่อขอให้ตรวจสอบขั้นตอนการบังคับโทษ การรักษาตัวนอกเรือนจำ และการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่โดยระบุว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย และอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ
ยื่นร้อง “พิธา” ถือหุ้นสื่อ กระทบคุณสมบัติ สส.
ก่อนหน้านั้น เรืองไกรเป็นหนึ่งในผู้ยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) จากกรณีการถือหุ้นในบริษัทสื่อ โดยอ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง
คำร้องดังกล่าวนำไปสู่การที่ กกต. ส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา และต่อมาศาลมีคำสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. เป็นการชั่วคราว ก่อนจะมีคำวินิจฉัยในเวลาต่อมา
ภารกิจจองเวร ‘แพทองธาร’ จากหุ้นวินิจฉัยสู่การครอบงำ
หลังการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายเรืองไกรได้สวมบท “เงาตรวจสอบ” ที่กัดไม่ปล่อย โดยเดินหน้ายื่นคำร้องต่อ กกต. และ ป.ป.ช. ในหลายประเด็น อาทิ:
- การถือครองหุ้น : ตรวจสอบการโอนหุ้นบริษัทในเครือข่ายชินวัตรว่าดำเนินการถูกต้องตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดก่อนรับตำแหน่งหรือไม่
- ปมการครอบงำ : ยื่นตรวจสอบกรณีมีความเป็นไปได้ที่นายทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาครอบงำหรือชี้นำการทำงานของนายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรค
- จริยธรรมนักการเมือง : การร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมและการทำหน้าที่ที่อาจขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
การรุกหนักของเรืองไกรในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างแรงกดดันทางกฎหมายต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
จากร้องบุคคล สู่การท้าทาย “กระบวนการประชามติ”
ล่าสุด นายเรืองไกรได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบเรื่อง “ประชามติแก้รัฐธรรมนูญ” ในครั้งนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคล แต่พุ่งเป้าไปที่ “มติคณะรัฐมนตรี (ครม.)” และ “งบประมาณแผ่นดิน” โดยตรง
นายเรืองไกรได้กางรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยมีประเด็นหลัก 3 ด้านดังนี้:
1. การขัดกันของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (บรรทัดฐานที่ 4/2564)
นายเรืองไกรอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยระบุว่า "หากจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อน"
ปมร้องเรียน: นายเรืองไกรตั้งคำถามว่า มติ ครม. ที่เห็นชอบให้ทำประชามตินั้น มีการกำหนดคำถามที่ชัดเจนและครอบคลุมเพียงพอหรือไม่? หากคำถามมีลักษณะ "มัดมือชก" หรือไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ศาลเคยกำหนดไว้ การจัดทำประชามติครั้งนั้นอาจตกเป็นโมฆะในภายหลัง
2. ความคุ้มค่าและงบประมาณแผ่นดิน (วินัยการเงินการคลัง)
นี่คือจุดแข็งของนายเรืองไกรในฐานะนักบัญชี เขาหยิบยกประเด็นเรื่องงบประมาณที่ต้องใช้ในการจัดทำประชามติ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินภาษีประชาชนสูงถึง 3,000 - 4,000 ล้านบาท ต่อครั้ง
ปมร้องเรียน: นายเรืองไกรขอให้ กกต. ตรวจสอบว่า มติ ครม. ดังกล่าวเป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเงินแผ่นดินหรือไม่ หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าทั้งที่รู้ว่าขั้นตอนอาจขัดกฎหมาย เขาขู่ว่ารัฐมนตรีทั้งคณะอาจต้องร่วมกันรับผิดชอบทางแพ่งและอาญาตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง
3. การตรวจสอบ “คำถามประชามติ”
รัฐบาลมักจะพยายามตั้งคำถามที่จูงใจให้ประชาชนเห็นด้วย แต่เรืองไกรสแกนทุกตัวอักษรเพื่อดูว่าคำถามนั้น “ชี้นำ” หรือ “คลุมเครือ” จนผิดเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 หรือไม่


