เนชั่นโพล : เลือกตั้ง 2569 กับสมรภูมิ “ตรีศูล” ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองไทย
ผลสำรวจเนชั่นโพลสะท้อนการเมืองไทยก่อนเลือกตั้ง 2569 เปลี่ยนโฉมจากสองขั้วสู่การแข่งขันสามพรรคใหญ่ คะแนนสูสี ผู้มีสิทธิ์เกือบหนึ่งในสี่ยังลังเล ชี้ชะตาอนาคตประเทศ สร้างภูมิทัศน์การเมืองไทยมิติใหม่ ที่ซับซ้อนและเข้มข้นกว่าเดิม
การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย จากเดิมที่หลายฝ่ายคาดว่าการแข่งขันจะยังคงอยู่ในกรอบ “การเมืองสองขั้ว” ระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม คล้ายกับการเลือกตั้งปี 2566 แต่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนล่าสุดของ “เนชั่นโพล” กลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำโดยสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) จากกลุ่มตัวอย่าง 10,890 คน ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ถือเป็นหนึ่งในการสำรวจที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมมากที่สุดก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงสะท้อนระดับคะแนนนิยมของพรรคการเมือง แต่ยังบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการแข่งขันทางการเมืองไทย
จากการเมืองสองขั้ว สู่ “การเมืองสามขั้วเชิงประจักษ์”
ประเด็นสำคัญที่สุดจากผลสำรวจ คือการสิ้นสุดของการเมืองแบบสองขั้วอย่างชัดเจน โดยสนามเลือกตั้งปี 2569 กำลังเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันของ “สามขั้วอำนาจ” ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีคะแนนนิยมใกล้เคียงกันอย่างมาก
ผลสำรวจคะแนนนิยม ส.ส.เขต ระดับประเทศ พบว่า พรรคภูมิใจไทยมีคะแนน 21.14% ขณะที่พรรคประชาชนมีคะแนน 21.11% ห่างกันเพียง 0.03% ส่วนพรรคเพื่อไทยอยู่ในอันดับสามด้วยคะแนน 17.56% ความใกล้เคียงของคะแนนสะท้อนถึงการแข่งขันที่ไม่มีพรรคใดครองความได้เปรียบอย่างเด็ดขาด
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ผู้อำนวยการเนชั่นโพล ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “การเมืองสามขั้วเชิงประจักษ์” ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็น “การเมืองตรีศูล” กล่าวคือ เป็นการแข่งขันที่มีผู้เล่นหลักสามรายถ่วงดุลกันอย่างชัดเจน แตกต่างจากรูปแบบเดิมที่การแข่งขันมักถูกกำหนดโดยสองฝ่ายหลัก
ผู้ยังไม่ตัดสินใจ : ตัวแปรสำคัญของผลเลือกตั้ง
ท่ามกลางการแข่งขันของสามพรรคหลัก กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งคือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ โดยผลสำรวจพบว่ามีสัดส่วนถึง 23.85% สำหรับการเลือก ส.ส.เขต และ 24.73% สำหรับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกือบหนึ่งในสี่ของประเทศกลุ่มนี้ ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถชี้ขาดผลการเลือกตั้งได้ ทั้งในแง่จำนวนที่นั่งในสภา พรรคอันดับหนึ่ง และการจัดตั้งรัฐบาล ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และอาจบ่งชี้ถึงความลังเล ความไม่พอใจต่อทางเลือกที่มีอยู่ หรือการรอคอยนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคการเมืองทุกพรรคจึงต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่ยังเปิดกว้างต่อการตัดสินใจจนถึงช่วงสุดท้าย
ความผันผวนของฐานเสียง: ผู้มีสิทธิ์ส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนใจ
ความสำคัญของกลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับข้อมูลอีกชุดหนึ่งจากเนชั่นโพล ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนของฐานเสียงประชาชน โดยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งมีแนวโน้มจะเลือกพรรคการเมือง “ไม่เหมือนการเลือกตั้งปี 2566”
ผลสำรวจระบุว่า 58.58% ตั้งใจจะเลือก ส.ส.เขต ไม่เหมือนเดิม และ 58.97% จะเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าความภักดีทางการเมืองของประชาชนลดลงอย่างชัดเจน และความสำเร็จในอดีตไม่สามารถใช้เป็นหลักประกันชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้อีกต่อไป
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกพรรคต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ และต้องแข่งขันกันทั้งด้านนโยบาย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาจริง
ภูมิใจไทยกับการเปลี่ยนดุลในขั้วอนุรักษ์นิยม
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดจากผลสำรวจ คือการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของพรรคภูมิใจไทย จากคะแนนนิยม ส.ส.เขต 11.08% ในการเลือกตั้งปี 2566 มาเป็น 21.14% ในการสำรวจครั้งนี้ หรือเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จในการดึงฐานเสียงจากพรรคการเมืองเดิมในฝั่งอนุรักษ์นิยม และบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจภายในขั้วนี้ โดยพรรคภูมิใจไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และกลายเป็นหนึ่งในสามผู้เล่นหลักของการเมืองไทยอย่างชัดเจน
ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นวาระหลักของประชาชน
แม้การแข่งขันทางการเมืองจะเข้มข้น แต่สิ่งที่ผลสำรวจสะท้อนอย่างชัดเจนคือ ความต้องการของประชาชนยังคงมุ่งไปที่ปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต มากกว่าประเด็นการเมืองเชิงอำนาจ
เมื่อสอบถามถึงปัญหาที่อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขใน 100 วันแรก พบว่าอันดับหนึ่งคือการเพิ่มงานและรายได้ คิดเป็น 41.91% รองลงมาคือการลดค่าครองชีพ 33.20% ตามด้วยการปราบคอร์รัปชัน และการจัดการหนี้ครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า พรรคการเมืองที่จะสามารถชนะใจประชาชนได้ จำเป็นต้องนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการแข่งขันเชิงวาทกรรม
การเมืองไทยบนโครงสร้างใหม่
ผลสำรวจเนชั่นโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โครงสร้างการแข่งขันแบบใหม่ จากการเมืองสองขั้ว สู่สมรภูมิ “ตรีศูล” ที่มีสามพรรคหลักถ่วงดุลกัน ขณะที่ฐานเสียงประชาชนมีความผันผวนสูง และกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจมีบทบาทชี้ขาด
ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าพรรคใดจะได้คะแนนสูงสุด แต่คือพรรคใดจะสามารถตอบสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการเมืองไทยในระยะต่อไป


