posttoday

เลือกตั้ง69 : ทางแยกประชาธิปไตย เมื่อเงินหรือเสียงประชาชนกำหนดอนาคต

26 มกราคม 2569

จากซื้อเสียงถึงนโยบายต้านโกง ซีรีส์เลือกตั้ง 2569 ชี้ชัด ประชาธิปไตยไทยยืนบนทางแยกสำคัญ ระหว่างการเมืองที่เงินนำทาง กับการเมืองที่ยึดเสียงประชาชน คำตัดสินสุดท้ายอยู่ในมือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

KEY

POINTS

  • การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดตัดสินสำคัญของประชาธิปไตยไทย ที่ต้องเลือกระหว่างอำนาจเงินจากการซื้อเสียงซึ่งนำไปสู่การทุจริต กับอำนาจจากเสียงของประชาชน
  • อำนาจเงินยังคงเป็นกลไกสำคัญในการเมืองไทย โดยการซื้อเสียงกลายเป็นต้นทุนที่นักการเมืองต้องถอนคืนหลังได้อำนาจ ทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันเป็นไปได้ยาก
  • อนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ว่าจะยอมให้เงินกำหนดทิศทางต่อไป หรือจะยืนยันว่าคะแนนเสียงมีคุณค่ามากกว่าเพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใส

ทางแยกประชาธิปไตย
เมื่อเงิน การเมือง และเสียงประชาชน ต้องเลือกอนาคตประเทศ

ตลอดทั้งซีรีส์รายงานพิเศษ ตั้งแต่การกลับมาของการซื้อเสียง ราคาที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ บทบาทของอำนาจเงินในสนามเลือกตั้ง ไปจนถึงกลไกรัฐและคำสัญญาของพรรคการเมือง ภาพที่ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ ประชาธิปไตยไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ

ทางแยกที่ไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาล
แต่คือการตัดสินว่า ประเทศจะเดินไปในทิศทางใด

 

เงิน : อำนาจลัดที่ยังไม่หายไป

การซื้อเสียงและการใช้อำนาจเงิน ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมผิดกฎหมาย แต่คือ “กลไกทางการเมือง” ที่ฝังรากลึกในบางพื้นที่ เงินถูกใช้เป็นทางลัดสู่ชัยชนะ และกลายเป็นต้นทุนที่ต้อง “ถอนคืน” หลังได้อำนาจรัฐ

เมื่อเงินเป็นตัวกำหนดผลเลือกตั้ง
นโยบายย่อมบิดเบี้ยว
งบประมาณย่อมถูกใช้ตอบแทน
และการปราบคอร์รัปชันย่อมกลายเป็นเรื่องยากตั้งแต่ต้นทาง

การเมือง : คำสัญญาที่ต้องพิสูจน์

พรรคการเมืองจำนวนมากประกาศต่อต้านคอร์รัปชันอย่างแข็งขัน ทว่าในสายตาประชาชน คำประกาศเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนมาแล้วว่า

  • คำพูดไม่เท่ากับการกระทำ
  • นโยบายไม่ใช่หลักประกันความสุจริต
  • และอำนาจมักเปลี่ยนท่าทีของผู้ที่เคยให้สัญญา

การเมืองไทยจึงเผชิญโจทย์ใหญ่ คือ จะทำอย่างไรให้คำสัญญาผูกมัดตัวเองได้จริง ไม่ใช่แค่ใช้หาเสียง

เสียงประชาชน : พลังที่ยังถูกท้าทาย

แม้ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากไม่ต้องการรับเงินซื้อเสียง และต้องการการเมืองที่โปร่งใส แต่ความย้อนแย้งยังคงอยู่

  • บางคนไม่รับเงิน แต่ยังเลือกนักการเมืองเดิม
  • บางคนไม่เชื่อคำสัญญา แต่ไม่เห็นทางเลือกที่ดีกว่า
  • บางคนรู้ว่าระบบมีปัญหา แต่รู้สึกว่า “เปลี่ยนอะไรไม่ได้”

เสียงประชาชนจึงกลายเป็นพลังที่มีอยู่ แต่ยังไม่ถูกแปลงเป็นอำนาจเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่

กลไกรัฐ : พอหรือยังกับโจทย์ใหญ่

บทบาทของหน่วยงานกำกับ เช่น การแบ่งพื้นที่สีแดง หน่วยเคลื่อนที่เร็ว การเปิดช่องแจ้งเบาะแส และโทษทางกฎหมายที่รุนแรงขึ้น สะท้อนความพยายามของรัฐในการควบคุมอำนาจเงิน

แต่คำถามปลายทางยังคงอยู่
กลไกรัฐจะเข้มแข็งได้เพียงใด หากสังคมยังยอมรับการเมืองแบบเดิม

กฎหมายอาจทำให้การโกง “ยากขึ้น”
แต่ไม่อาจทำให้การโกง “หมดไป” หากขาดแรงหนุนจากประชาชน

ทางแยกประชาธิปไตย : เลือกอะไร ระหว่างความเคยชินกับอนาคต

เมื่อพิจารณาทุกมิติ ทางแยกประชาธิปไตยไทยจึงมีสองเส้นทางชัดเจน

  • เส้นทางเดิม : เงินยังนำหน้า การเมืองยังอิงอุปถัมภ์ คอร์รัปชันถูกจัดการเฉพาะปลายเหตุ
  • เส้นทางใหม่ : ลดอำนาจเงิน เพิ่มพลังการตรวจสอบ ทำให้การเมืองสุจริต “ชนะได้จริง”

การเลือกเส้นทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองหรือ กกต. เพียงฝ่ายเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน

บทสรุป : อนาคตประเทศอยู่ในมือใคร

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งไม่ใช่เพียงพิธีกรรมตามระบอบประชาธิปไตย หากแต่เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนได้ใช้สิทธิ์กำหนด “ทิศทางของระบบ” ว่าจะยอมให้เงินกำหนดอนาคตต่อไป หรือจะยืนยันว่าคะแนนเสียงมีคุณค่ามากกว่าธนบัตร

ทางแยกประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ภาพเชิงสัญลักษณ์
แต่คือ การตัดสินใจจริงของสังคมไทยในวันนี้
ซึ่งจะส่งผลต่อประเทศไปอีกยาวนาน

ประชาธิปไตยจะเดินหน้าได้จริง
เมื่อเงินถอยหลัง และเสียงประชาชนไม่ยอมถอย

ข่าวล่าสุด

นายกฯ อนุทินแถลงคืบหน้าพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง เสร็จต.ค.69