เลือกตั้ง69 : ทางแยกประชาธิปไตย เมื่อเงินหรือเสียงประชาชนกำหนดอนาคต
จากซื้อเสียงถึงนโยบายต้านโกง ซีรีส์เลือกตั้ง 2569 ชี้ชัด ประชาธิปไตยไทยยืนบนทางแยกสำคัญ ระหว่างการเมืองที่เงินนำทาง กับการเมืองที่ยึดเสียงประชาชน คำตัดสินสุดท้ายอยู่ในมือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดตัดสินสำคัญของประชาธิปไตยไทย ที่ต้องเลือกระหว่างอำนาจเงินจากการซื้อเสียงซึ่งนำไปสู่การทุจริต กับอำนาจจากเสียงของประชาชน
- อำนาจเงินยังคงเป็นกลไกสำคัญในการเมืองไทย โดยการซื้อเสียงกลายเป็นต้นทุนที่นักการเมืองต้องถอนคืนหลังได้อำนาจ ทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันเป็นไปได้ยาก
- อนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ว่าจะยอมให้เงินกำหนดทิศทางต่อไป หรือจะยืนยันว่าคะแนนเสียงมีคุณค่ามากกว่าเพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใส
ทางแยกประชาธิปไตย
เมื่อเงิน การเมือง และเสียงประชาชน ต้องเลือกอนาคตประเทศ
ตลอดทั้งซีรีส์รายงานพิเศษ ตั้งแต่การกลับมาของการซื้อเสียง ราคาที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ บทบาทของอำนาจเงินในสนามเลือกตั้ง ไปจนถึงกลไกรัฐและคำสัญญาของพรรคการเมือง ภาพที่ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ ประชาธิปไตยไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ
ทางแยกที่ไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาล
แต่คือการตัดสินว่า ประเทศจะเดินไปในทิศทางใด
เงิน : อำนาจลัดที่ยังไม่หายไป
การซื้อเสียงและการใช้อำนาจเงิน ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมผิดกฎหมาย แต่คือ “กลไกทางการเมือง” ที่ฝังรากลึกในบางพื้นที่ เงินถูกใช้เป็นทางลัดสู่ชัยชนะ และกลายเป็นต้นทุนที่ต้อง “ถอนคืน” หลังได้อำนาจรัฐ
เมื่อเงินเป็นตัวกำหนดผลเลือกตั้ง
นโยบายย่อมบิดเบี้ยว
งบประมาณย่อมถูกใช้ตอบแทน
และการปราบคอร์รัปชันย่อมกลายเป็นเรื่องยากตั้งแต่ต้นทาง
การเมือง : คำสัญญาที่ต้องพิสูจน์
พรรคการเมืองจำนวนมากประกาศต่อต้านคอร์รัปชันอย่างแข็งขัน ทว่าในสายตาประชาชน คำประกาศเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนมาแล้วว่า
- คำพูดไม่เท่ากับการกระทำ
- นโยบายไม่ใช่หลักประกันความสุจริต
- และอำนาจมักเปลี่ยนท่าทีของผู้ที่เคยให้สัญญา
การเมืองไทยจึงเผชิญโจทย์ใหญ่ คือ จะทำอย่างไรให้คำสัญญาผูกมัดตัวเองได้จริง ไม่ใช่แค่ใช้หาเสียง
เสียงประชาชน : พลังที่ยังถูกท้าทาย
แม้ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากไม่ต้องการรับเงินซื้อเสียง และต้องการการเมืองที่โปร่งใส แต่ความย้อนแย้งยังคงอยู่
- บางคนไม่รับเงิน แต่ยังเลือกนักการเมืองเดิม
- บางคนไม่เชื่อคำสัญญา แต่ไม่เห็นทางเลือกที่ดีกว่า
- บางคนรู้ว่าระบบมีปัญหา แต่รู้สึกว่า “เปลี่ยนอะไรไม่ได้”
เสียงประชาชนจึงกลายเป็นพลังที่มีอยู่ แต่ยังไม่ถูกแปลงเป็นอำนาจเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่
กลไกรัฐ : พอหรือยังกับโจทย์ใหญ่
บทบาทของหน่วยงานกำกับ เช่น การแบ่งพื้นที่สีแดง หน่วยเคลื่อนที่เร็ว การเปิดช่องแจ้งเบาะแส และโทษทางกฎหมายที่รุนแรงขึ้น สะท้อนความพยายามของรัฐในการควบคุมอำนาจเงิน
แต่คำถามปลายทางยังคงอยู่
กลไกรัฐจะเข้มแข็งได้เพียงใด หากสังคมยังยอมรับการเมืองแบบเดิม
กฎหมายอาจทำให้การโกง “ยากขึ้น”
แต่ไม่อาจทำให้การโกง “หมดไป” หากขาดแรงหนุนจากประชาชน
ทางแยกประชาธิปไตย : เลือกอะไร ระหว่างความเคยชินกับอนาคต
เมื่อพิจารณาทุกมิติ ทางแยกประชาธิปไตยไทยจึงมีสองเส้นทางชัดเจน
- เส้นทางเดิม : เงินยังนำหน้า การเมืองยังอิงอุปถัมภ์ คอร์รัปชันถูกจัดการเฉพาะปลายเหตุ
- เส้นทางใหม่ : ลดอำนาจเงิน เพิ่มพลังการตรวจสอบ ทำให้การเมืองสุจริต “ชนะได้จริง”
การเลือกเส้นทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองหรือ กกต. เพียงฝ่ายเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน
บทสรุป : อนาคตประเทศอยู่ในมือใคร
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งไม่ใช่เพียงพิธีกรรมตามระบอบประชาธิปไตย หากแต่เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนได้ใช้สิทธิ์กำหนด “ทิศทางของระบบ” ว่าจะยอมให้เงินกำหนดอนาคตต่อไป หรือจะยืนยันว่าคะแนนเสียงมีคุณค่ามากกว่าธนบัตร
ทางแยกประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ภาพเชิงสัญลักษณ์
แต่คือ การตัดสินใจจริงของสังคมไทยในวันนี้
ซึ่งจะส่งผลต่อประเทศไปอีกยาวนาน
ประชาธิปไตยจะเดินหน้าได้จริง
เมื่อเงินถอยหลัง และเสียงประชาชนไม่ยอมถอย


