อภิสิทธิ์ลุยสุโขทัย ชูเกิดจนตาย รื้อกองทุนหมื่นล้าน ดันสวัสดิการถ้วนหน้า
หาเสียงสุโขทัย อภิสิทธิ์ชูนโยบายล้างคอร์รัปชัน สกัดทุนสีเทา รื้อกองทุนหมื่นล้าน ดันจ้างงานคนพิการ เพิ่มเบี้ยผู้พิการ–เยาวชน 2,000 บาท ย้ำเลือกประชาธิปัตย์ได้รัฐบาลมือสะอาด
KEY
POINTS
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงพื้นที่หาเสียงที่สุโขทัย ชูนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า "เกิดจนตาย" เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชนทุกช่วงวัย
- เตรียมรื้อ "กองทุนคนพิการ" ที่มีเงินสะสมนับหมื่นล้านบาท โดยจะเปลี่ยนจากการเก็บค่าปรับมาเป็นการสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อจับคู่การจ้างงานคนพิการให้ตรงจุด
- ประกาศเพิ่มเบี้ยผู้พิการเป็นสองเท่า ควบคู่กับการปรับปรุงสถานที่ราชการให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงที่จังหวัดสุโขทัย ชูนโยบาย “ล้างบ้านเมืองให้สะอาด” ควบคู่การยกระดับสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง ย้ำชัดว่าการเลือกพรรคประชาธิปัตย์ไม่เพียงได้รัฐบาลมือสะอาด แต่ยังนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
เปิดโปงทุนสีเทา–สแกมเมอร์ ชี้ไทยช้า โลกมองลบ
นายอภิสิทธิ์ เริ่มต้นด้วยการสะท้อนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะขบวนการทุนสีเทาและสแกมเมอร์ที่กำลังคุกคามประเทศ ระบุว่ากลุ่มเหล่านี้หลอกลวงเงินประชาชนไปซื้ออำนาจเพื่อเป็นเกราะคุ้มกันทางกฎหมาย ขณะที่หลายประเทศดำเนินการยึดทรัพย์และเอาผิดอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยกลับล่าช้า ทั้งที่มีหลักฐานเส้นทางการเงินชัดเจน
“ประชาธิปัตย์เคยนำข้อมูลไปยื่นหน่วยงานตรวจสอบแล้ว แต่เรื่องกลับเงียบ บ้านเมืองจะอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องกลับมาสุจริต เพื่อให้ผู้แทนเข้าไปทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อทุนเทา” นายอภิสิทธิ์กล่าว
คำนวณ “ค่าตัว สส.” เตือนเงินซื้อเสียงคือกับดัก
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฝากข้อคิดถึงชาวสุโขทัยเรื่องการขายเสียงว่า หากรับเงิน 1,000 บาท แลกกับระยะเวลา 4 ปี เท่ากับขายอนาคตในราคาไม่ถึงวันละ 1 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับความเสียหายจากการทุจริตที่ทำให้โครงการพัฒนาจำนวนมากไม่เกิดขึ้น
“คนที่มาซื้อเสียงเรา เขาไม่รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณ เพราะถือว่าจบกันไปแล้วด้วยเงิน แต่ประชาธิปัตย์ไม่ทำแบบนั้น เราอยากเป็นหนี้ใจ และต้องกลับมาดูแลพี่น้องตลอดไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว
รื้อกองทุนหมื่นล้าน ดันจ้างงานคนพิการ
ในด้านนโยบายสังคม นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนเป็นผู้ผลักดันกฎให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คน ต้องจ้างคนพิการอย่างน้อย 1 คน หากไม่ปฏิบัติต้องเสียค่าปรับ ส่งผลให้กองทุนคนพิการมีเงินสะสมจำนวนมากนับหมื่นล้านบาท แต่กลับถูกนำมาใช้ประโยชน์น้อย
“เป้าหมายไม่ใช่ให้เอกชนเสียค่าปรับ แต่คือการจ้างงานคนพิการจริง ๆ เราจะทำระบบฐานข้อมูลใหม่ ให้รู้ว่าคนพิการอยู่ที่ไหน ต้องการงานแบบใด และนายจ้างต้องการแรงงานลักษณะใด เพื่อให้เกิดการจ้างงานอย่างตรงจุด” นายอภิสิทธิ์กล่าว
พร้อมย้ำว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะเพิ่มเบี้ยผู้พิการจาก 800 บาท เป็น 1,600 บาท และในกรณีผู้พิการอายุต่ำกว่า 18 ปี จะเพิ่มจาก 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท ควบคู่การต่อยอดนโยบายปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการให้มีทางลาดและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุทั่วประเทศ
“เกิดจนตาย” ความมั่นคงที่จับต้องได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่คำพูดในช่วงหาเสียง แต่เป็นอุดมการณ์ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง คือการสร้างความมั่นคงในชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ใช่รัฐเลี้ยงดูทุกอย่าง แต่เป็นการลงทุนกับคน เด็ก และการศึกษา เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสทำงานและพึ่งพาตนเองได้
“ตั้งแต่เด็กต้องได้เรียนฟรี คนพิการต้องมีเบี้ยและโอกาสในการทำงาน ผู้สูงวัยต้องเข้าถึงสถานที่ราชการอย่างสะดวก และเมื่อแก่เฒ่าก็ยังมีรายได้พอประคองชีวิต ทั้งหมดนี้เป็นจริงได้ หากประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล วันนี้จึงอยากขอให้พี่น้องที่อยากได้บ้านเมืองสุจริต และชีวิตที่มั่นคง สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 27 เข้าไปทำงาน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว


