ผ่าตัดโครงสร้างตำรวจไทย พรรคประชาชนชูโมเดลญี่ปุ่นรื้ออำนาจรวมศูนย์
พรรคประชาชนเสนอปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ ใช้โมเดลญี่ปุ่นกระจายอำนาจสู่จังหวัด เปลี่ยน ผบ.ตร. จากผู้กุมอำนาจเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน หวังรื้อระบบอุปถัมภ์ ฟื้นศรัทธาองค์กร ก่อนเลือกตั้งปี
KEY
POINTS
- พรรคประชาชนเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างตำรวจโดยใช้ "โมเดลญี่ปุ่น" เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตศรัทธาและรื้อระบบอำนาจรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง
- หัวใจหลักของข้อเสนอคือการกระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด ทำให้ตำรวจต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่แทนผู้บังคับบัญชา และให้จังหวัดบริหารงบประมาณได้เอง
- ข้อเสนอยังรวมถึงการปฏิรูปกระบวนการคัดเลือก ผบ.ตร. ให้โปร่งใสและยึดโยงกับสาธารณะมากขึ้น เพื่อทำลายระบบอุปถัมภ์และเส้นสาย
รายงานเชิงยุทธศาสตร์
การผ่าตัดโครงสร้างตำรวจไทยด้วย “โมเดลญี่ปุ่น” ของพรรคประชาชน
วิกฤตศรัทธาและความจำเป็นของการผ่าตัดเชิงโครงสร้าง (Structural Re-engineering)
สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยกำลังยืนอยู่กลาง “ความเงียบก่อนพายุ” วิกฤตศรัทธาที่สะสมมายาวนานปะทุขึ้นอย่างเปิดเผย ผ่านความขัดแย้งภายในระดับผู้นำ ระหว่าง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล ซึ่งไม่ใช่เพียงความบาดหมางส่วนบุคคล แต่คืออาการของ “Police-on-Police Conflict” ที่สะท้อนความล้มเหลวของการจัดการอำนาจภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างเป็นระบบ
พรรคประชาชนวิเคราะห์ว่านี่คือภาวะ Institutional Inertia ความเฉื่อยชาของสถาบันภายใต้โครงสร้างรวมศูนย์อำนาจ ที่เอื้อให้ “ระบบมุ้ง–ตั๋วช้าง–อุปถัมภ์” เติบโตจนบีบให้ตำรวจจำนวนมากต้องเลือกความอยู่รอดมากกว่าหน้าที่ต่อสาธารณะ การปฏิรูปจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากคือ วาระยุทธศาสตร์ของรัฐ เพื่อรื้อฐานอำนาจเดิมและสร้างมาตรฐานใหม่ให้ยั่งยืน
แก่นแท้ของ “โมเดลประเทศญี่ปุ่น”
จากอำนาจแนวตั้ง สู่ความรับผิดชอบแนวระนาบ
หัวใจของนโยบายปฏิรูปตำรวจที่พรรคประชาชนนำเสนอ พัฒนาโดย ปิยรัตน์ จงเทพ คือการประยุกต์ โมเดลตำรวจของประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างจากแนวตั้ง (Vertical Command) เป็นแนวระนาบ (Horizontal Governance) ผ่านการกระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด
So What?
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือการ “ย้ายเป้าหมายของความรับผิดชอบ”
- จากการรับผิดชอบต่อผู้แต่งตั้ง → รับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่
- จากความก้าวหน้าผ่านเส้นสาย → ความก้าวหน้าผ่านผลงาน
แม้แต่ผู้นำตำรวจระดับสูงยังยอมรับว่า แนวคิดนี้จะช่วย เพิ่มงบประมาณและสวัสดิการตำรวจชั้นผู้น้อย อย่างแท้จริง เพราะลดการรั่วไหลจากส่วนกลาง และทำให้การจัดสรรงบตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่โดยตรง
ตารางเปรียบเทียบโครงสร้าง
| ประเด็น | ระบบรวมศูนย์เดิม | โมเดลพรรคประชาชน |
|---|---|---|
| สายบังคับบัญชา | ผูกขาดที่ส่วนกลาง | กระจายสู่จังหวัด |
| งบประมาณ | Top-down | บริหารตามบริบทพื้นที่ |
| ความรับผิดชอบ | ต่อผู้แต่งตั้ง | ต่อประชาชน (Horizontal) |
| บทบาท ผบ.ตร. | ผู้สั่งการสูงสุด | ผู้กำหนดมาตรฐานและยุทธศาสตร์ |
| วัฒนธรรมองค์กร | อำนาจนำ | การจัดการสมัยใหม่ |
ปฏิรูปการคัดเลือก ผบ.ตร.
จากดีลหลังม่าน สู่พันธสัญญาต่อสาธารณะ
เมื่ออำนาจถูกกระจาย กลไกคัดเลือกผู้นำสูงสุดย่อมต้องเปลี่ยนตาม แนวคิดของทีมบริหารพรรค นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาชน คือการสร้าง “ประชาธิปไตยในสถาบันความมั่นคง”
So What?
นี่คือการสร้าง Safe Space ให้ตำรวจ และเปลี่ยนการแต่งตั้งเป็น Public Performance Contract ผ่าน 3 กลไกหลัก
- Internal Digital Polling – ซาวเสียงตำรวจแบบนิรนาม ปลอดการเช็คบิล
- Public Vision & 100-Day Plan – วิสัยทัศน์และแผน 100 วันต่อสาธารณะ
- Visionary Management – วัดผู้นำจากทักษะบริหาร ไม่ใช่ความจงรักภักดี
สวัสดิการ–จริยธรรม
เกราะป้องกันองค์กรจากทุนเทา
พรรคประชาชนมองว่าสวัสดิการไม่ใช่ “ความเมตตา” แต่คือ การลงทุนด้านความมั่นคงสาธารณะ หากตำรวจไม่ต้องแบกรับต้นทุนการวิ่งเต้น แรงจูงใจเข้าสู่ระบบส่วยและทุนเทาจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่องค์กร
บทสรุป
ปราบ “ระบอบปรสิต” กับจุดเปลี่ยนประเทศไทย 2569
การปฏิรูปตำรวจด้วยโมเดลญี่ปุ่นไม่ใช่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการรื้อ โครงสร้างที่ทำให้อำนาจและทรัพยากรถูกดูดขึ้นสู่เบื้องบน พรรคประชาชนจึงถูกต่อต้านไม่ใช่เพราะนโยบายรุนแรง หากเพราะ ไม่มีพันธะกับทุนเทาและดีลลับ ทำให้สามารถทำหน้าที่ “ศัลยแพทย์” ได้อย่างตรงไปตรงมา
ปี 2569 อาจเป็นจุดพิสูจน์ว่า ตำรวจไทยสามารถเป็นมืออาชีพ มีศักดิ์ศรี และยืนข้างประชาชนได้จริง หากสังคมเลือก กฎเกณฑ์เหนือเส้นสาย และผลประโยชน์ราษฎรเหนือเครือข่ายอุปถัมภ์


