ศรชล.แฉพฤติกรรมเดินเรือผิดปกติกักตุนน้ำมัน50ล้านลิตรชงDSIสอบคดีพิเศษ
ศรชล. ตรวจพบเดินเรือผิดปกติ20เที่ยวประวิงเวลาหวังกักตุนน้ำมันกว่าห้าสิบล้านลิตรฉวยโอกาสช่วงวิกฤตพลังงานโลกเล็งส่งดีเอสไอขยายผลดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง
KEY
POINTS
- ศรชล. ตรวจพบเรือ 20 เที่ยวประวิงเวลาเดินทางเพื่อกักตุนน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตรหวังเก็งกำไรช่วงวิกฤตพลังงานและพบการเดินเรือผิดปกติรวม 96 เที่ยว
- พบความผิดปกติของข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ไม่ตรงกันระหว่างกรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน และกรมสรรพสามิต ส่อเค้ามีการลักลอบค้าน้ำมันนอกระบบ
- รัฐบาลส่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษเพื่อสืบสวนบริษัทรายใหญ่และผู้มีอิทธิพล หลังพบความเสียหายต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 50,000 ล้านบาท
ศรชล.แถลงพบเดินเรือผิดปกติกักตุนน้ำมันเก็งกำไร
พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) แถลงผลการตรวจสอบพบพฤติกรรมผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยว โดยมีลักษณะสำคัญคือการประวิงเวลาในการเดินทางให้ช้ากว่าปกติ เพื่อกักตุนน้ำมันในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานโลก
จากการตรวจสอบเบื้องต้นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 13 เที่ยว ใช้เวลาเดินเรือช้ากว่าเดิม 1 วัน ปริมาณน้ำมัน 35,764,709 ลิตร และกลุ่มที่สองจำนวน 7 เที่ยว ช้ากว่าปกติ 2 วัน ปริมาณน้ำมัน 16,235,294 ลิตร รวมปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องกว่า 50 ล้านลิตร
นอกจากนี้ ยังพบการจอดเรือนิ่งกลางทะเลบริเวณน่านน้ำรอยต่อซึ่งคาดว่ามีการลักลอบขนถ่ายน้ำมัน และพบความผิดปกติของจำนวนเที่ยวเรือรวมถึง 96 เที่ยวที่สูงกว่าระดับปกติ พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการฉวยโอกาสช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกักตุนน้ำมันไว้เก็งกำไรหรือลักลอบค้าน้ำมันนอกระบบซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน
ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่ตรงกันส่อลักลอบค้านอกระบบ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่าการเดินเรือที่ผิดปกติทั้ง 96 เที่ยวนั้นมีความเชื่อมโยงกับการลักลอบจำหน่ายน้ำมันนอกระบบและการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านเกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต
โดยประเด็นสำคัญที่ตรวจพบคือความไม่สอดคล้องของข้อมูลปริมาณน้ำมัน ซึ่งพบว่ารายงานตัวเลขระหว่างหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน และกรมสรรพสามิต มีความคลาดเคลื่อนและไม่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญ พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องแบกรับภาระชดเชยราคาสูงถึง 50,000 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณส่วนนี้ควรถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามวัตถุประสงค์หลัก แต่กลับถูกกลุ่มผู้กระทำผิดนำไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุนและลักลอบค้าขายอย่างผิดกฎหมายในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงาน
รัฐบาลสั่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษขยายผลจับรายใหญ่
รัฐบาลจึงมีมติส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษเนื่องจากมีความซับซ้อนและกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างรุนแรง โดยนายกรัฐมนตรีย้ำหลักการ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ในการตรวจสอบโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ที่มีพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน การดำเนินคดีจะครอบคลุมถึงขบวนการลักลอบส่งออกน้ำมันข้ามพรมแดนและการใช้พื้นที่เขตน่านน้ำรอยต่อในการกระทำผิด ซึ่งต้องใช้กลไกกฎหมายที่เข้มข้นในการสืบสวนเชิงลึกเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกันของ 3 หน่วยงานรัฐ
ทั้งนี้ ศรชล. กำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อส่งมอบให้ดีเอสไอเร่งขยายผลและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจรวมถึงงบประมาณของแผ่นดินที่เสียไปจากการทุจริตเชิงระบบในครั้งนี้


