PostTalk EP.5 กัณวีร์ และพรรคพลวัต เสนอตัวอาสาเเก้วิฤตประเทศไทย
กัณวีร์ ชู พรรคพลวัตเป็น บ้านใหม่ คนมีอุดมการณ์ เน้นคนชายขอบ แก้ทหารเกณฑ์เป็นอาสา พร้อมโหวตหนุนพรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาล
KEY
POINTS
- พรรคพลวัต นำโดยนายกัณวีร์ สืบแสง เสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤตการเมืองไทยที่อยู่ในสภาวะทางตัน
- ชูนโยบายหลักในการแก้ปัญหาให้คนชายขอบ ซึ่งรวมถึงแรงงานนอกระบบกว่า 30 ล้านคน และเปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ
- ประกาศจุดยืนพร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง
นาย กัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลวัต ให้สัมภาษณ์ในรายการ PostTalk โดยกล่าวถึงจุดเด่นของพรรคพลวัตในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ คือพรรคพลวัตนั้นเป็นพรรคการเมืองใหม่ หลายคนอาจมองว่าพรรคใหม่มีเวลาน้อยในการหาเสียงซึ่งอาจเป็นจุดด้อย เพราะการทำพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมานั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เวลากับประชาชนให้มากแต่ตนกลับมองว่า เรื่องนี้เป็นจุดเด่นของพรรค เพราะพรรคพลวัตคือพรรครวมตัวผู้ปฎิบัติ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของพรรค ที่ใช้วิธีเดินเท้าเข้าหาประชาชน เราอยู่กับพี่น้องประชาชนมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยเวลาที่จำกัดน้อยนิดในการจัดตั้งพรรคพลวัต ทำให้ประชาชนเห็นชื่อพรรคพลวัตช้าไปกว่าที่ตั้งใจไว้ แต่อย่างไรก็ตามเรามองว่าการเมืองไทย ณ เวลานี้ เป็นการเมืองที่ ไม่สามารถทะลุทะลวงไปได้เพราะจะเลือกใครก็เห็นแต่ทางตัน ประเทศไทยเดินหน้าไปไหนไม่ได้ พรรคพลวัตจึงใช้โอกาสตรงนี้เพื่อจะบอกว่าเราเข้าใจประชาชนดีว่าไม่อยากที่จะเลือกใครมาบริหารประเทศตอนนี้จากผลสำรวจโพลต่างๆก็เห็นชัดว่าประชาชนกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ นั้นรู้สึกเบื่อหน่ายกับระบอบการเมืองของประเทศไทย พรรคพลวัต จึงตัดสินใจกระโดดเข้ามาเพื่ออาสามาเป็น 1 ในตัวเลือกให้กับประชาชน
โดยนโยบายเรือธงของพรรคพลวัตนั้นคือ แก้ไขวิกฤตของประเทศผ่านนโยบายที่เน้นกลุ่มคน ชายขอบ และการจัดการปัญหา ชายแดน อย่างยั่งยืน จึงเสนอนโยบายการจัดการปัญหาชายแดนภาคใต้นั้น นายกัณวีร์ กล่าวว่าเมื่อตนพูดถึงปัญหาชายแดนหลายคนก็มักจะตั้งข้อสงเกตุว่าพรรคเรามุ่งแต่เรื่องชายแดนใช่หรือไม่ ซึ่งคำตอบ คือ ไม่ใช่ เพราะเรามองชายขอบคือคน และคนชายคอบคือ แรงงานนอกระบบ ปัจจุบันไทยเรามีแรงงานนอกระบบหรือแรงงานอิสระกว่า 30 กว่าล้านคน ซึ่งถือเป็นจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทยทั้งประเทศ และยังมีอีกหลายคนที่ยังเป็นแรงงานนอกระบบหรือแรงงานอิสระที่ยังไม่ได้เข้าระบบอย่างถูกต้อง เพราะไม่มีใครยอมรับว่าเขาเหล่านั้นเป็นแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคพลวัตนั้นใกห้ความสำคัญในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีนโยบายเรื่องการของผลักดันนโยบายสำคัญอย่างการเปลี่ยนระบบ เกณฑ์ทหาร เป็นระบบอาสาสมัครเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทหาร เชื่อเราใส่ใจเพิ่มสวัสดิการ กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำให้ได้ และการันตีว่าพวกเขาจะได้อะไรบ้างก็เชื่อว่าจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับกลุ่มทหารอาสาก็เชื่อว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับทหารอาสาได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้หากให้นิยามพรรคพลวัต คือ บ้านใหม่ของคนมีอุดมการณ์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเมืองที่ติดขัดมาอย่างยาวนาน โดยคนที่พร้อมจะร่วมมือกับทุกกลุ่มโดยไม่แบ่งแยกว่าใครกลุ่มใคร เพราะเราเชื่อว่าทุกคนคือกลุ่มเดียวกันในการพัฒนาประเทศไทยไปพร้อมกัน และรักษาผลปะโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
ส่วนก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่า พรรคพลวัตในการเลือกตั้งนี้พร้อมที่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลนั้น นายกัณวีร์ก ล่าวว่า ความคาดหวังของคนที่เลือกเราเข้ามานั้นคือเขาต้องการให้เราเอานโยบายของเรามาปฎิบัติเพราะฉะนั้นการจะนำนโยบายไปปฎิบัติจริงได้นั้นเราจำเป็นต้องเป็นฝ่ายบริหารเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย จุดยืนเราชัดเจนคือ พรรคพลวัตนั้นจะโหวตให้กับพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าพรรคจัดตั้ง จะไม่ได้เชิญพรรคพลวัติ แต่พรรคพลวัติก็ยืนยันว่าจะยกมือโหวตสนับสนุนพรรคที่เป็นอันดับ 1 เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมองว่าเป็นพรรคที่มีความชอบธรรมมากที่สุด
ส่วนกรณีที่ล่าสุดนั้นมีข่าวว่า นาย วินิจ เลิศรัตนชัย นักธุรกิจชื่อดังตัดสินใจมานั่งเป็นประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายท่องเที่ยวและกีฬาให้กับพรรคพลวัตนั้นนายกัณวีร์เปิดเผยว่า นายวินิจเป็นผู้ประสบภัยอย่างยาวนานทางด้านของการสื่อสารมวลชนรวมถึงการจัดอีเวนท์กีฬาฟุตบอล ซึ่งนายวินิจนั้นเข้ามาร่วมเพราะมีจุดมุ่งหมาย อยากที่จะเห็นประเทศชาติเดินหน้าต่อและอยากจะเห็น การท่องเที่ยวและกีฬาดึงรายได้ กลับเข้ามายังประเทศชาติได้ จึงได้มีการพูดคุยกันในฝ่ายบริหาร ซึ่งนายวินิจ บอกกับฝ่ายบริหารของพรรคเราว่าหากตัวเองสามารถช่วยผลักดันให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติได้ก็พร้อมที่จะเสมอที่จะเข้ามาช่วยซึ่ง หลังจากนี้จะออกนโยบาย เซอร์ไพร์ในช่วงของโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งซึ่งอยากจะขอให้ ประชาชนได้จับตามอง
เมื่อถามต่อว่ามีโอกาสที่จะจับมือกับพรรคสีน้ำเงินหรือไม่หลังจบศึกเลือกตั้ง69 โดยนายกัณวีร์ กล่าวว่าต้องดูเงื่อนไขว่าไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม หากเป็นพรรคอันดับหนึ่ง มองว่า พรรคพลวัตมีความสามารถในการเข้าไปช่วยเหลืองานราชการได้ก็ไม่ปิดโอกาส
เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้ นายกัณวีร์ ยังจับมือกับพรรคประชาชน อยู่หรือไม่นายกัณวีร์ กล่าวว่า พี่น้องพรรคประชาชนเหมือนพี่น้องจริงๆเราอยู่ด้วยกันมากว่าสองปีหกเดือน มีการพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นอุดมการของเรานั้นไม่ได้แตกต่างกันและมีความไม้คล้ายคลึงกันเพราะฉะนั้น ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมหลายคนถึงไม่คิดว่าพรรคสีส้มนั้นจะไม่ได้เป็นผู้นำรัฐบาล ในสมัยถัดไป ซึ่งหากพรรคสีส้มได้เป็นรัฐบาลตนก็ไม่มีปัญหาเพราะพรรคประชาชนคือพี่น้องของตนเท่านั้นเราทำงานร่วมกันทั้งอุดมการและปฏิบัติเพื่อนำเสนอแนวทางการแก้แก้ไขปัญหาและเราไม่ทิ้งกันไปไหน
สุดท้ายนี้ตนมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้นั้นมองว่ายัง มีการประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่มากพอสมควร เพราะตนอยากให้คนไทยทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพราะปัญหาเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้นทำให้นโยบายต่างๆนั้นไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจปากท้อง ของประชาชนรวมถึงปัญหาอีกหลายอย่างนั้นเป็นเพราะกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องเพราะฉะนั้นเราต้องการฉันทามติใหม่ของประชาชนว่าต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่จึงอยากเห็นทุกคนให้ความสำคัญในการโหวตเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์2569นี้ การเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกบุคคลในการเลือกตั้งครั้งนี้จากคนที่ท่านเลือกแล้วเห็นความหวังเลือกคนที่สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆได้เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อได้


