เลือกตั้ง69:เปิดฉากทุจริตซื้อเสียง สัญญาณอันตรายประชาธิปไตย
กระแสซื้อสิทธิขายเสียงหวนคืนสนามเลือกตั้งปี 2569 ราคาสูงสุดในกรุงเทพฯ–ปริมณฑลสะท้อนศึกการเมืองเดือด เงินกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญ ชี้ชะตาประชาธิปไตยไทย
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งปี 2569 เปิดฉากด้วยปัญหาการซื้อเสียงที่รุนแรง โดยราคาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลพุ่งสูงสุดถึง 7,500 บาทต่อคน
- ราคาซื้อเสียงมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยภาคกลาง เหนือ อีสาน และใต้มีราคาสูงสุด 5,000 บาท ขณะที่ภาคตะวันออกสูงสุด 3,000 บาท
- ภาคธุรกิจกังวลว่าการใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมากจะนำไปสู่การคอร์รัปชันเพื่อถอนทุนคืนหลังเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย
เปิดฉากเลือกตั้ง 2569
“ซื้อเสียงกลับมาแล้ว” ราคาพุ่งหัวละ 7,500 บาท
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ไม่เพียงเพราะจำนวนพรรคการเมืองและผู้สมัครที่เพิ่มขึ้น หากแต่เพราะ “อำนาจเงิน” กำลังกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเลือกตั้งอีกครั้ง
กระแสข่าวการซื้อสิทธิขายเสียงที่สะพัดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่ได้เป็นเพียงเสียงเล่าลอย ๆ แต่สะท้อนผ่านตัวเลขราคา “ซื้อเสียง” ที่พุ่งสูงผิดปกติ จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
เงินเลือกตั้ง 2569 : ตัวเลขที่สะเทือนสนามเมืองใหญ่
ข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย ในการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ชัดว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากเชื่อว่า “การซื้อเสียงยังคงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ระดับราคาการซื้อเสียง ซึ่งสะท้อนการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยพบว่า
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล : ราคาสูงสุด 7,500 บาทต่อคน
- ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ : สูงสุด 5,000 บาทต่อคน
- ภาคตะวันออก : สูงสุด 3,000 บาทต่อคน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนต้นทุนการเมืองที่สูงขึ้น หากยังตั้งคำถามต่อคุณภาพการแข่งขันว่า การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังถูกชี้นำด้วย “นโยบาย” หรือ “ธนบัตร”
กรุงเทพฯ : สมรภูมิเงินเลือกตั้ง
การที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลกลายเป็นพื้นที่ที่มีราคาซื้อเสียงสูงสุด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า เมืองใหญ่คือพื้นที่ที่ ผลแพ้ชนะสูสี, ฐานเสียงแตกตัวสูง และผู้สมัครต้องเผชิญการแข่งขันจากทั้ง “พรรคใหญ่” และ “บ้านใหญ่” ในหลายเขต
ยิ่งไปกว่านั้น เขตเมืองยังเป็นพื้นที่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความหลากหลายทางความคิด การใช้ “กระแส” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทำให้อำนาจเงินถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือเร่งผลลัพธ์ในช่วงโค้งสุดท้าย
การแข่งขันที่เข้มข้นเช่นนี้ ส่งผลให้ต้นทุนการเมืองพุ่งสูง และทำให้ “เงินเลือกตั้ง” กลายเป็นอาวุธสำคัญในบางพื้นที่
เสียงเตือนจากภาคธุรกิจ : สัญญาณอันตรายประชาธิปไตย
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน : กกร. และเพื่อนไม่ทน ระบุว่า กระแสการซื้อเสียงที่รุนแรงขึ้น สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่ยังฝังรากลึกในระบบการเมืองไทย
ภาคธุรกิจมองว่า การเลือกตั้งที่เริ่มต้นด้วยการใช้เงินผิดปกติ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้อง “ถอนทุนคืน” ผ่านนโยบาย งบประมาณ หรือการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และภาพลักษณ์ของประเทศ
คนไทยรู้ แต่ยังไม่หลุดพ้น
แม้ผลสำรวจจะสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการรับเงินซื้อเสียง และไม่เลือกนักการเมืองที่ใช้วิธีดังกล่าว แต่การที่ราคาซื้อเสียงยังพุ่งสูง กลับชี้ให้เห็นความจริงอีกด้านว่า “เงิน” ยังคงมีอิทธิพลในบางพื้นที่ และยังมีคนบางกลุ่มที่ยอมรับหรือจำใจอยู่กับระบบนี้
นี่คือความย้อนแย้งของการเมืองไทย ที่ประชาชนจำนวนมาก “ไม่เห็นด้วย” แต่โครงสร้างการแข่งขันกลับยังเอื้อให้การซื้อเสียงดำรงอยู่
คำถามใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผู้แทนราษฎรหรือรัฐบาลใหม่ หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญของประชาธิปไตยไทย
เมื่อเงินกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองอีกครั้ง คำถามใหญ่จึงเกิดขึ้นว่า
การเมืองไทยกำลังเดินหน้า หรือกำลังถอยหลังกลับไปสู่การเมืองแบบเดิม?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมืองหรือ กกต. เพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนทั้งประเทศ ในวันที่กาบัตรเลือกตั้ง


