posttoday

เลือกตั้ง69: สูตรตั้งรัฐบาลใหม่ ถอดรหัสดีลอำนาจ พรรคตัวแปรชี้ขาด

19 มกราคม 2569

เจาะสมการการเมืองหลังเลือกตั้ง 2569 เกมยังไม่จบที่คูหา เมื่อพรรคตัวเต็งต้องงัดดีลต่อรอง พรรคตัวแปรกลายเป็นกุญแจจัดตั้งรัฐบาล ชี้ชะตาอำนาจใหม่ประเทศ

KEY

POINTS

  • การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งปี 2569 มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นรัฐบาลผสม โดยมีพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำหลักในการเจรจา
  • พรรคตัวแปรอย่างพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะชี้ขาดและเติมเสียงให้รัฐบาลผสมมีเสถียรภาพ
  • พรรคประชาชน (ขั้วสีส้ม) มีความเสี่ยงที่จะถูกกันออกจากสมการตั้งรัฐบาล หากไม่สามารถชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้

สูตรตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 2569
ถอดรหัสสมการอำนาจ เกมต่อรอง และบทบาท “พรรคตัวแปร”

เกมหลังคูหา : เมื่อชัยชนะยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

บรรยากาศการเมืองหลังวันหย่อนบัตร เปรียบเสมือนกระดานหมากรุกที่เพิ่งเดินถึงกลางเกม ตัวเลข ส.ส. ที่ปรากฏบนจอ กกต. คือเพียงตำแหน่งหมากตั้งต้น ส่วนผลลัพธ์จริงอยู่ที่การขยับหมากในห้องเจรจาเงียบ ๆ

การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่คำถามว่า “ใครชนะมากที่สุด” หากแต่เป็น “ใครรวบรวมเสียงได้จริง” ภูมิทัศน์ทางการเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยสมการอำนาจที่มี 3 พรรคตัวเต็ง เป็นแกน และ 2 พรรคตัวแปร เป็นกุญแจไขฉากทัศน์รัฐบาล

ผู้เล่นหลักบนกระดานอำนาจ

สามพรรคตัวเต็ง : แกนสมการรัฐบาล

พรรคประชาชน (ขั้วสีส้ม)
พรรคที่เติบโตเร็วที่สุดในเชิงคะแนนนิยม จากราว 5 ล้านเสียงในปี 2562 สู่กว่า 14 ล้านเสียงในปี 2566 สะท้อนพลัง New Voters และกระแสเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่ชัด แข็ง และไม่เปิดพื้นที่ประนีประนอม กลายเป็นดาบสองคม ยุทธศาสตร์ “โดดเดี่ยว” มุ่งสู่แลนด์สไลด์ระดับ 170–250 ที่นั่ง เป็นเกมเสี่ยงสูง หากไม่ถึงเป้า พรรคมีแนวโน้มถูกกันออกจากโต๊ะจัดตั้งรัฐบาลโดยอัตโนมัติ

พรรคเพื่อไทย (ขั้วสีแดง)
พรรคที่พิสูจน์ความยืดหยุ่นสูงสุดในระบบการเมืองไทย จากบทเรียนปี 2566 ที่สามารถพลิกสถานะเป็นแกนนำรัฐบาลข้ามขั้วได้

คะแนนนิยมฟื้นจาก 7.8 ล้านเสียง (2562) เป็นราว 10.9 ล้านเสียง (2566) แต่โจทย์ใหญ่คือการขยายฐานใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยในเมือง ตลาดสด และแรงงานนอกระบบ เป้าหมาย 150–200 ที่นั่ง คือเส้นคงบทบาท “พรรคแกน” ในรัฐบาลผสม

พรรคภูมิใจไทย (ขั้วสีน้ำเงิน)
พรรคที่เล่นเกมเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ยอมรับข้อจำกัดด้านคะแนนนิยมระดับชาติ และทุ่มยุทธศาสตร์ไปที่ ส.ส. เขต

การมี ส.ส. บัญชีรายชื่อเพียง 3 คนในปี 2566 ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือภาพสะท้อนฐานจริง หลังปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เป้าหมายรวม 130–140 ที่นั่ง ทำให้พรรคยังคงเป็น “ผู้ถือไพ่ต่อรอง” สำคัญในทุกสูตรรัฐบาล

พรรคตัวแปร : กุญแจชี้ขาดรัฐบาล

พรรคกล้าธรรม
ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับภูมิใจไทยในลักษณะ “ข้าวต้มมัด” หากทำผลงานได้ตามเป้า 60–70 ที่นั่ง จะเป็นตัวเพิ่มเสถียรภาพรัฐบาลผสมทันที และลดความจำเป็นต้องดึงพรรคอื่นเพิ่ม

พรรคประชาธิปัตย์
ตัวแปรสำรองที่พร้อมถูกดึงเข้าสมการ หากพรรคกล้าธรรมไม่ถึงเป้า แต่ความยืดหยุ่นยังขึ้นอยู่กับท่าทีของแกนนำอาวุโสภายในพรรค เป้าหมายราว 30 ที่นั่ง คือบทบาท “ตัวเติมเสียง”

สูตรรัฐบาลที่ถูกพูดถึง : ดีลเงียบเหนือสภา

ในวงการการเมือง มีการประเมินสูตรที่ถูกเรียกขานกันว่า “ดีลลับ” ว่ามีความเป็นไปได้สูงสุด

ภูมิใจไทย + เพื่อไทย + กล้าธรรม

 

พรรค ส.ส. โดยประมาณ
ภูมิใจไทย 130
เพื่อไทย 110
กล้าธรรม 30
รวม 270

สมการนี้สร้างเสียงข้างมากเกิน 250 เสียง โดยไม่ต้องพึ่งพาพรรคขนาดเล็ก หากตัวเลขจริงสูงกว่าเป้า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพในทันที

กรณีสำรอง : หากกล้าธรรมไม่ถึงเป้า ประชาธิปัตย์จะถูกดึงมาเสริมหรือแทนบางส่วน

ปัจจัยนอกตัวเลขที่ชี้ขาดจริง

ยุทธศาสตร์โดดเดี่ยวของพรรคประชาชน : ไม่แลนด์สไลด์ = หลุดสมการ

ดีลนอกฉาก : การเจรจาระดับชนชั้นนำมีน้ำหนักเหนือคำประกาศบนเวที

สส. เขต vs บัญชีรายชื่อ : การคุมพื้นที่จริง ให้อำนาจต่อรองมากกว่าคะแนนเชิงสัญลักษณ์

บทสรุป : ฟันเฟืองสุดท้ายของสมการอำนาจ

ทุกสัญญาณชี้ตรงกันว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้ง 2569 มีแนวโน้มสูงเป็นรัฐบาลผสม โดยมี ภูมิใจไทย–เพื่อไทย เป็นแกน และกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์ เป็นตัวแปรตัดสิน

ผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่สะท้อนเพียงเสียงประชาชนหน้าคูหา หากแต่เป็นผลรวมของการต่อรองล่วงหน้า และในเกมนี้ “พรรคตัวแปร” คือฟันเฟืองชิ้นเล็ก ที่กำหนดทิศทางอำนาจทั้งกระดาน

ที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

ข่าวล่าสุด

จับตาสมการตั้งรัฐบาล หลังเวทีดีเบต Nation Election ใครคุมเกม ใครเป็นตัวแปร