posttoday
PostTalk EP.4 อภิสิทธิ์ คัมแบค  ประชาธิปัตย์ ลุยเลือกตั้ง 69

PostTalk EP.4 อภิสิทธิ์ คัมแบค ประชาธิปัตย์ ลุยเลือกตั้ง 69

13 มกราคม 2569

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คัมแบค สนามเลือกตั้ง 69 พรรคประชาธิปัตย์ ปรับทัพดัน อดีตหัวหน้าพรรค กลับมารับตำแหน่ง นำทัพลุยศึก กู้วิกฤตศรัทธา โหวตเตอร์และชิงพื้นที่คืน

KEY

POINTS

  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมานำพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง โดยชี้ว่าปัญหาใหญ่ของประเทศคือการทุจริตคอร์รัปชันที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโตต่ำและประชาชนรู้สึกท้อแท้
  • ชูจุดยืน "การเมืองสุจริต" พร้อมทีมบริหารพรรคที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งเป้าพลิกฟื้น GDP ให้โตขึ้น 5% ต่อปี
  • ตั้งเป้าหมายเพิ่ม สส. บัญชีรายชื่อ และวางเงื่อนไขร่วมรัฐบาล 2 ข้อ คือต้องผลักดันนโยบายของพรรคได้ และต้องไม่สนับสนุนสิ่งที่ขัดหลักการปราบทุจริต

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการPostTalk กล่าวถึงการเลือกตั้ง 69 ครั้งนี้ว่า มีความสำคัญกับประเทศอย่างมากเพราะเท่าที่ตนได้มีการพูดคุยกับผู้คนก่อนที่ตนจะตัดสินใจกลับเข้าสู่การเมือง ต้องยอมรับว่าคนไทยรู้สึกอึดอัดรู้สึกท้อแท้ไม่อยากทนกับสภาพเช่นนี้ ในเชิงของเศรษฐกิจปากท้องจะเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจที่โตต่ำมากเป็นเวลา10กว่าปีนั้น ทำให้ทุกคนมีความยากลำบาก และทำให้รู้สึกว่าปัญหาเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เราเห็นในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่บังคับใช้กฎหมายใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมรวมไปถึงการใช้เส้นสายและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ ทุจริตคอรัปชั่น

 

ซึ่งตนในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์และเมื่อตนได้กลับมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งเรามองว่าหากประเทศเดินหน้าต่อเช่นนี้ ประเทศจะไม่ไหว เนื่องจากสังคมไทยเรานั้นมีผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้นรวมถึงมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้นและเราเจอกับปัญหาเทคโนโลยีที่ทำให้คนมีความมั่นคงในเชิงอาชีพรายได้ที่น้อยลง ด้วยเศรษฐกิจที่โตเท่านี้และรัฐบาล เก็บเงินภาษีได้เพียงเท่านี้ มันไม่มีทางที่จะสามารถดูแลประชาชนได้เพราะฉะนั้นสำหรับตนในการเลือกตั้งครั้งนี้ตนให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก และตนบอกว่าปัญหาสูงสุดคือเรื่องของ “ การคอรัปชั่น” เพราะเมื่อการเมืองไม่สุจริตไม่ว่าจะสีอะไรก็แล้วแต่ที่เข้ามาครอบงำทางการเมืองเข้าไปซื้ออำนาจรัฐเข้าไปซื้อเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทำให้ระบบของเรารวนและภาพลักษณ์ประเทศเราตกต่ำลงในหลายเรื่องจึงมองว่าการ เลือกตั้งนี้คือโอกาส

ทั้งนี้เราก็มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อยากที่จะแข่งขันในเรื่องเดิมๆ คิดเพียงแค่แข่งขันกันเรื่อง ลด แลก แจก แถมเฉพาะหน้า คิดแต่เรื่องว่า ชอบคนนั้นไม่ชอบคนนี้ ตนอยากให้คิดถึงแต่ประเทศมาแข่งขันกัน ดีกว่าว่าแต่ละพรรคมีความคิดเกี่ยวกับอนาคตประเทศอย่างไร และมีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้หรือไม่

โดย นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้นำของ นาย อภิสิทธิ์ รอบนี้ ความต่างจากในอดีตคือ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของประชาธิปัตย์ ที่ผู้บริหารของพรรคที่มาจากการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่รวมถึงทีมที่เข้ามาทำงานนั้นเป็นคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนหน้าใหม่อย่างมากพอสมควรหากเทียบกับในอดีตที่ต้องยอมรับว่าเรามีทั้งบุคคลที่อายุมากมีผู้อาวุโสเยอะและหลายคนก็มองว่าโอกาสของคนรุ่นใหม่น้อย ครั้งนี้ตนรู้สึกขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่เปิดทางให้คนใหม่ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานและคนที่เราเอาเข้ามาทำงานมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงอนาคตศาสตร์ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราค่อนข้างที่จะมีความพร้อมในการพลิกสิ่งที่ประเทศไทยกำลังต้องการ ณ ขณะนี้ และเราต้องทำให้ GDP กลับมาโตขึ้นอีก 5 % ต่อปี และจำเป็นต้องที่ต้องมีเครื่องจักรใหม่ โดยอาศัยเรื่องเทคโนโลยีและอิงกระแสสิ่งแวดล้อมรวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะเอาการเมืองสุจริตเข้ามาขจัดอุปสรรค ทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อ

ส่วนเป้าหมายจำนวนเก้าอี้สส. ของพรรค ประชาธิปัตย์ ในศึกเลืกตั้ง 69 รอบนี้อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์กล่าว ยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เรานั้นเริ่มช้ากว่าพรรคอื่นไปนิดนึง ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่พึ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียงแค่2เดือนแต่เราก็พยายามทำอย่างเต็มที่ และสิ่งที่เราคาดหวังคือจากผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่คะแนนสส.บัญชีรายชื่อ ของเรานั้นตกลงไปเยอะ อย่างน้อยที่สุดการเลือกตั้งครั้งนี้ตนมองว่าสส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับมาการเลือกตั้งครั้งนี้อีกหลายเท่าตัว ส่วนสส.เขต เราคงต้องไปวิเคราะห์กันอีกครั้งหนึ่งแต่ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจเนื่องจากว่ารอบนี้ มีการต่อรอง       สส .ย้ายพรรคไปพรรคอื่น

 

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่าเราพูดชัดว่า ถ้าเราจะไปเป็นรัฐบาลมี2 เงื่อนไขหลักคือ เราจะไปเป็นรัฐบาลร่วมด้วยก็ต่อเมื่อเราสามารถผลักดันแนวคิดนโยบายของเราในบางเรื่องให้เป็นรูปธรรม เพราะเราเข้าไปไม่ได้แสวงหาตำแหน่งแต่เข้าไปเพื่อเปลี่ยนแปลง และ2 คือเราต้องดูว่าการเข้าไปร่วมรัฐบาลนั้นจะไม่เป็นการเข้าไปสนับสนุนสิ่งที่ผิดหลักการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแตกแยกและไม่เอาจริงกับการปราบทุนเทาและการปราบทุจริตคอรัปชั่น

 

ทั้งนี้หากได้เป็นรัฐบาลสิ่งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำเป็นอย่างแรกคือ เรามองว่าทุกอย่างนั้นควรจะต้องเดินหน้าพร้อมกันเพราะเรากำลังพูดถึงการปรับเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างในประเทศส่วนสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดก็คือ 1. การปรับรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงในการทำธุรกิจหรือทำให้เกิดธุรกิจใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า 2. คือเรื่องของการศึกษาและการเสริมทักษะให้คนของเรามีความพร้อม 3. ต้องปรับระบบที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับดิจิตอลทั้งหมด เพื่อให้คนไทยนั้นได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะหลายครั้งที่ผ่านมาเราอาจจะใช้ ตัวชี้วัดที่ผิดเช่นเข้าใจว่ามีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเยอะแต่ปรากฏว่าการลงทุนเหล่านั้นไม่ได้เกิดการจ้างงานคนไทย แล้วเข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทยจนบางครั้งก็ไม่ได้ก่อให้เกิด ห่วงโซ่อุปทาน ที่ทำให้คนไทยได้ประโยชน์และยังไม่นับปัญหาเฉพาะหน้าว่าเรามีปัญหาอะไรบ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาชายแดน รวมถึงผู้ที่ได้รับความยากลำบากเรื่องหนี้สินและกำลังซื้อ 

 

เมื่อถามว่ามองการเมืองไทยตอนนี้เป็นอย่างไรและหากนายอภิสิทธิ์ได้กลับมารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบจะแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้างนั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าการเมืองอย่างที่ตนย้ำไปว่าตอนนี้ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาดว่าเราอยากให้การเมืองและการเลือกตั้งไปในทิศทางใดหากวันนี้เราสามารถทำให้ มีการแข่งขัน เรื่องของวิสัยทัศน์การเมืองของประเทศ แล้วทนไม่ไหวแล้วกับสภาพที่เป็นอยู่ณเวลานี้ ก็เชื่อว่าจะเป็นตัวช่วย ให้รัฐบาลที่เข้ามานั้นสามารถลงมือเปลี่ยนแปลงได้จริง และตนมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาแล้วในยามที่เข้าไปเมื่อเจอวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องยึดมั่นในเรื่องของการเมืองสุจริตยึดมั่นในการเมืองที่ใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องของแนวคิดและนโยบายตั้งแต่ต้นให้เป็นหลักในการแก้ไขปัญหาและต้องมีคนที่มีประสบการณ์ทำงานเป็นในการที่จะเข้าใจระบบราชการและความสัมพันธ์กับภาคเอกชนวันนี้สิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้ก็คือการติดต่อและประสานงานกับต่างประเทศ ทั้งรัฐและเอกชน และจุดยืนของ พรรคประชาธิปัตย์ เราตอนนี้คือ “ การเมืองสุจริตที่เป็นที่ตั้งนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดี ”

 

เมื่อถามต่อว่าการที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าเราต้องก้าวไปสู่อนาคตแต่ผู้คนในอดีต รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงณ เวลา นี้ ก็ยังมองว่านายอภิสิทธิ์นั้น “ เป็นนายกฯมือปืนเลือด” นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตนย้ำว่าตนสนับสนุน การตรวจสอบมาโดยตลอดและผ่านกระบวนการที่ถูกตรวจสอบมาในระดับหนึ่งเพราะฉะนั้นตนไม่เคยไปแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องหรือปฏิเสธกลไกให้ตรวจสอบเลยและตนก็เรียกร้องมาตลอดว่ากระบวนการต่างๆก็ต้องเดินหน้าเพื่อพิสูจน์ความจริงและหาทางในการที่จะนำผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิดชอบตามความเป็นจริงซึ่งก็เป็นกระบวนการที่ตนเข้าใจว่า ป.ป.ช. นั้นได้มีการชี้ช่องทางไว้แล้ว และหน่วยงานที่ต้องดำเนินการก็ต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาตนก็ผ่านมาแล้วหลายคดี ป.ป.ช. ที่เป็นองค์กรหลักในการสอบสวนก็ชี้แล้วว่าตนไม่มีความผิดการที่ไปกลั่นแกล้งตนโดยการฟ้องศาล แล้วศาลได้ทำการยกฟ้องในคดีที่ศาลมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งตน ซึ่งตนก็ได้ทำการฟ้องกลับ และศาลก็ได้ชี้ว่าบุคคล ที่ยื่นฟ้องตนนั้นข้อมูล หรือข้อกล่าวหาที่มากล่าวหาตนนั้น ไม่เป็นความจริง ก็ได้ผ่านกระบวนการแล้วส่วนรายละเอียด เรื่องของไต่สวนเพื่อหาคนผิด กรณีที่เกิดความสูญเสียขึ้นก็ให้ว่าไปตามกระบวนการตามกฏหมาย

 

เมื่อถามต่อว่านายอภิสิทธิ์ในปัจจุบันกับช่วงสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้มีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้างนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กาลเวลาเปลี่ยนและโลกก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะตนเป็นคนที่สนใจและใส่ใจติดตามความเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและโลกเพราะฉะนั้นมุมมองกับของตนในวันนี้กับเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ก็คงเหมือนกับเราทุกคนหากใช้ชีวิตวันนี้แล้วไปเปรียบเทียบกับเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วก็มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแบบแยกกันไม่ออกแล้ว ซึ่งตนคิดว่าตนจะสามารถนำเครื่องมือเหล่านี้มาเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

 

สุดท้ายนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนขอย้ำว่าการเลือกตั้ง ทุกครั้งเป็นโอกาสของเราในฐานะเจ้าของประเทศที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับบ้านเมืองสังคมและเศรษฐกิจของเราให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการอย่างไรก็ต้องใช้สิทธิ์และควรจะใช้เวลานี้ในการบอกพรรคการเมืองว่าเราต้องการอะไรและให้ถามจากพรรคการเมืองว่าเขานำเสนอและทำอย่างไรเพื่อเราถ้าเขาได้เป็นรัฐบาล


 


 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท