posttoday

เลือกตั้ง69 : ชวนโต้พิพัฒน์ ใช้งบพัฒนาแลกคะแนน คือเลือกปฏิบัติ

07 มกราคม 2569

ชวน หลีกภัย โต้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้ใช้ทำเนียบรัฐบาลโจมตีไม่เหมาะ เตือนแนวคิดพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือกพรรค เข้าข่ายเลือกปฏิบัติ ขัดรัฐธรรมนูญ ม.27 เสี่ยงสร้างความแตกแยกซ้ำรอยอดีต

KEY

POINTS

  • นายชวน หลีกภัย วิจารณ์แนวคิดของนายพิพัฒน์ที่เสนอจะนำงบประมาณไปพัฒนาภาคใต้หากเลือกพรรคภูมิใจไทย โดยชี้ว่าเป็นแนวทางการเมืองแบบ "เลือกปฏิบัติ" ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ
  • ชวนเตือนว่าการใช้งบประมาณแลกคะแนนเสียงในลักษณะนี้ จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคม ทำให้ระบอบประชาธิปไตยบิดเบี้ยวเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
  • ชวนยืนยันว่าสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีได้บริหารประเทศเพื่อคนทั้งชาติ ไม่ได้มุ่งพัฒนาเฉพาะจังหวัดตรัง โดยยกตัวอย่างโครงการถนน 4 เลน และเบี้ยผู้สูงอายุที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งประเทศ

นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงโต้กรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่ามีจังหวัดที่มีนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัยติดต่อกัน แต่กลับไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

นายชวนกล่าวว่า การที่นายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น โดยหลักแล้วไม่เหมาะสม เพราะทำเนียบรัฐบาลควรเป็นสถานที่แถลงนโยบายหรือผลงานของรัฐบาล ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการโจมตีหรือกล่าวให้ร้ายผู้อื่น

สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวว่า หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย พรรคจะนำงบประมาณไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ นั้น นายชวนมองว่า แนวคิดดังกล่าวมีลักษณะของการ “เลือกปฏิบัติ” ทางการเมือง โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า ในอดีต บรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 1 ปี แต่สามารถพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีได้อย่างมาก ขณะที่การนำจังหวัดหนึ่งในภาคใต้มาพาดพิงว่าเป็นจังหวัดที่มีนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัยติดต่อกัน ควรย้อนกลับไปดูแนวทางการบริหารในภาพรวมอย่างเป็นธรรม

นายชวนระบุว่า แนวคิดการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือกผู้แทนของพรรคการเมืองนั้น เคยเกิดขึ้นในสมัย ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีการพูดถึงการพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทยก่อน ถือเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน ตนจึงเป็นหนึ่งในผู้ที่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว และเคยเรียกร้องให้ประชาชนไม่เลือกพรรคการเมืองที่เลือกปฏิบัติกับประชาชน

ผลที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคือ พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะเลือกตั้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งในภาคใต้ได้แม้แต่ที่นั่งเดียว ทั้งที่ผู้สมัครไม่ได้เป็นบุคคลที่ไม่ดี เพียงแต่ประชาชนเห็นว่าการเลือกปฏิบัติเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม

นายชวนกล่าวว่า แนวคิดที่นายพิพัฒน์นำเสนอมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือหากประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้เลือกพรรคภูมิใจไทย พรรคก็จะนำงบประมาณไปพัฒนา ซึ่งในทางกลับกันย่อมหมายความว่า หากไม่เลือกก็จะไม่ได้รับการพัฒนา ทั้งที่พรรคภูมิใจไทยมีสโลแกนว่า “พูดแล้วทำ” เมื่อพูดเช่นนี้ก็ย่อมแปลว่าจะปฏิบัติตามจริง ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรง ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามเลือกปฏิบัติโดยอาศัยความแตกต่างทางความคิดหรือความเห็นทางการเมือง เพราะการเลือกหรือไม่เลือกพรรคการเมืองใด ถือเป็นเสรีภาพทางความคิดทางการเมืองของประชาชน

นายชวนเตือนว่า หากนักการเมืองใช้วิธีการเช่นนี้ จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในกระบวนการปกครอง และทำให้ระบอบประชาธิปไตยบิดเบี้ยว กลายเป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือกพรรคการเมืองนั้น ๆ ขณะที่พื้นที่ที่ไม่เลือกกลับไม่ได้รับการพัฒนา ทั้งที่ประชาชนทุกพื้นที่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกัน

นายชวนยังกล่าวถึงกรณีจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน โดยระบุว่า ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวม 2 สมัย เป็นระยะเวลา 6 ปี ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและอยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในช่วงหนึ่ง จึงสามารถดำเนินโครงการพัฒนาประเทศได้หลายโครงการ แต่โครงการเหล่านั้นไม่ได้มุ่งพัฒนาเฉพาะจังหวัดตรัง

เขายกตัวอย่างว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี เช่น ถนน 4 ช่องจราจร เป็นการลงทุนที่กระจายไปทั่วประเทศ ไม่ได้ตัดถนนเพื่อเข้าจังหวัดตรังเป็นการเฉพาะ และตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึงเช่นนั้น

นอกจากนี้ นโยบายหลายอย่างยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งตนเป็นผู้ริเริ่มจากเดือนละ 200 บาท และต่อมาในสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ปรับเพิ่มเป็น 1,000 บาท

นายชวนย้ำว่า การทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต้องถือหลักว่าเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ การกำหนดนโยบายใด ๆ ต้องไม่มุ่งหวังประโยชน์เฉพาะพื้นที่ของตนเอง แต่ต้องคำนึงถึงประชาชนทุกจังหวัดอย่างเท่าเทียม

พร้อมกันนี้ นายชวนยังตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่กล่าวโจมตีหรือให้ร้ายผู้อื่น อาจกระทบในทางกฎหมาย และไม่ถูกต้องตามหลักปฏิบัติ

อีกทั้งการนำจังหวัดสุพรรณบุรีมาเปรียบเทียบกับจังหวัดตรังนั้น ก็ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้โดยตรง เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกัน

สุพรรณบุรีอยู่ภาคกลาง ใกล้กรุงเทพฯ ขณะที่ตรังอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ กว่า 800 กิโลเมตร อยู่ติดทะเล มีระบบคมนาคมทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถไฟ และยังเป็นจังหวัดเดียวในฝั่งตะวันตกที่รถไฟเข้าถึง

ข่าวล่าสุด

'จเรตำรวจ' ยัน ไร้ห้องกัก VIP กำชับเข้มงวดข้อมูล ป้องกันทุจริตปล่อยตัว