posttoday
"ปณิธาน" ชี้ ทรัมป์จับมาดูโร พาโลกเสี่ยงสู่ยุคสงครามตลอดกาล

"ปณิธาน" ชี้ ทรัมป์จับมาดูโร พาโลกเสี่ยงสู่ยุคสงครามตลอดกาล

07 มกราคม 2569

การจับกุม “มาดูโร” คือสัญญาณชัดของนโยบาย MAGA และการเมืองโลกยุคใหม่ ที่มหาอำนาจหวนใช้กำลังรักษาผลประโยชน์ เสี่ยงบ่อนทำลายกติกาสากลและดันโลกสู่ “สงครามตลอดกาล”

KEY

POINTS

  • รศ.ดร.ปณิธาน วิเคราะห์ว่าการที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งกองกำลังไปจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรแห่งเวเนซุเอลา เป็นการสะท้อนยุทธศาสตร์ "Make America Great Again" เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
  • การกระทำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด "สงครามเพื่อความยิ่งใหญ่" (MEGA War) ในยุคใหม่ ที่มหาอำนาจใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลประเทศอื่นโดยไม่คำนึงถึงกติกาสากล
  • ปณิธานเตือนว่าการกระทำเช่นนี้บ่อนทำลายกฎหมายระหว่างประเทศและบทบาทของสหประชาชาติ ซึ่งจะทำให้โลกมีความเสี่ยงที่จะก้าวเข้าสู่ยุค "สงครามตลอดกาล" (Forever War) ที่ไร้เสถียรภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิเคราะห์ สถานการณ์ สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งกองกำลังเข้าไปจับกุม ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภรรยา ตามแผนปฏิบัติการ “แอบโซลูท รีโซลฟ์” (Absolute Resolve) ดังนี้
 

The New Age of MEGA War : “สงครามเพื่อความยิ่งใหญ่” ในโลกสมัยใหม่

1. “สงครามเพื่อความยิ่งใหญ่” ของรัฐชาติในบริบทใหม่

แนวคิด “สงครามเพื่อความยิ่งใหญ่” (Make ME Great Again – MEGA War) ในบริบทโลกยุคใหม่ กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2569 โดยเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ส่งกองกำลังเข้าไปจับกุม ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภรรยา ตามแผนปฏิบัติการ “แอบโซลูท รีโซลฟ์” (Absolute Resolve) ซึ่งมีการเตรียมการมานานหลายเดือน ก่อนนำตัวทั้งสองไปขึ้นศาลที่นครนิวยอร์ก ในข้อหา “ก่อการร้ายยาเสพติด” (Narco-terrorism) ครอบครองอาวุธสงคราม และข้อหาอื่น ๆ พร้อมประกาศควบคุมทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเวเนซุเอลาให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

ในทางประวัติศาสตร์ “สงครามเพื่อความยิ่งใหญ่” (War of Glory) ของชาติพันธุ์ นครรัฐ หรือรัฐชาติ มีอยู่ควบคู่กับประวัติศาสตร์โลกมาโดยตลอด ทว่า ความโหดร้ายของสงครามที่กระทบต่อพลเรือน ทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันไม่สนับสนุนการทำสงครามแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ในบริบทการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ (Geopolitical / Great Power Competition) หลายประเทศยังมองว่าสามารถทำ สงครามรูปแบบใหม่ (Hybrid Warfare) แบบจำกัดขอบเขตได้ เพื่อความมั่นคงของตนเอง

ตัวอย่างที่เห็นชัด ได้แก่ สงครามรัสเซีย–ยูเครน (The Return of Russian Empire) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) สงครามอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส–ฮิซบอลเลาะห์–ฮูตี และประเทศอาหรับบางส่วน ซึ่งนำไปสู่ชัยชนะเชิงยุทธวิธีของอิสราเอล (Tactical Victory) รวมถึงกรณีความตึงเครียดไทย–กัมพูชาช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยสามารถสถาปนาอธิปไตยและยึดพื้นที่คืนได้อย่างเหนือความคาดหมาย (War of Opportunity)

2.สหรัฐฯ กับยุทธศาสตร์ “Make America Great Again”

สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่มีความชัดเจนที่สุดในการทำสงครามเพื่อความยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนโยบาย “Make America Great Again” (MAGA) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการยกระดับเป็น ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy 2025)

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ จะใช้นโยบายทุกด้านเพื่อทำให้อเมริกากลับมาเข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ และเป็นที่ยำเกรง ทั้งในประเทศและเวทีโลก ภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด โดยประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่า ภายในเวลาเพียง 9 เดือน สหรัฐฯ สามารถใช้กำลังทหารจัดระเบียบชายแดน หยุดการรุกล้ำของผู้อพยพ โจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ระบุเครือข่ายค้ายาเสพติดเป็นองค์กรก่อการร้าย หยุดยั้งสงครามได้แล้ว 8 สมรภูมิ รวมถึงขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเพื่อดึงอุตสาหกรรมกลับประเทศ ซึ่งไม่มีรัฐบาลใดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ทำได้รวดเร็วเช่นนี้มาก่อน

3. เวเนซุเอลา กับ “หลักการมอนโร”

กรณีการละเมิดอธิปไตยของเวเนซุเอลา สะท้อนกรอบคิด MAGA และยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ แต่หลายฝ่ายมองว่ารากฐานที่แท้จริงมาจาก หลักการมอนโร (Monroe Doctrine) ที่สหรัฐฯ ประกาศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1823 ซึ่งมีเป้าหมายป้องกันการแทรกแซงของมหาอำนาจอื่นในซีกโลกตะวันตก

การขยายอิทธิพลของจีน รัสเซีย และอิหร่าน ในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะเวเนซุเอลาที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก และแหล่งแร่หายากในเขต Orinoco Mining Arc มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ

4. ความสำเร็จทางทหาร กับความเสี่ยงระยะยาว

แม้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จเชิงยุทธวิธี แต่ก็สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อกติกาสากล หากมหาอำนาจสามารถใช้กำลังทหารเปลี่ยนรัฐบาลประเทศอื่นได้โดยไม่ถูกลงโทษ ประเทศอื่นก็อาจทำตามได้ ซึ่งจะทำให้กฎหมายระหว่างประเทศและบทบาทของสหประชาชาติอ่อนแอลง และนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพในระยะยาว

5. ฉากทัศน์หลังจากนี้

แนวโน้มการดำเนินการของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาอาจเกิดขึ้นได้ 3 รูปแบบ ได้แก่

อ้างชัยชนะและเจรจากับรัฐบาลรักษาการ

สนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลเดิมและจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ใช้สงคราม Hybrid ควบคุมการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองโดยตรง

6. ผลกระทบต่อประเทศไทย

เหตุการณ์ “ช็อกโลก” ครั้งนี้ ส่งผลต่อไทยทั้งด้านพลังงาน ตลาดทุน การลงทุน และการทูต โดยมีแนวโน้มว่าไทยอาจถูกกดดันให้เลือกข้างมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ แม้ถ้อยแถลงทางการจะยังย้ำจุดยืนสันติวิธีและการเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลัง “เปลี่ยนรูปแบบ” จากการยึดกติกาสากล สู่การใช้กำลังเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ โดยเฉพาะจากฝ่ายสหรัฐฯ หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป โลกอาจก้าวเข้าสู่ยุค “สงครามตลอดกาล” (Forever War) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ