เลือกตั้ง69 การเมืองสมการ 3 ขั้ว เกมจัดตั้งรัฐบาลใต้เงาอำนาจ
การเมืองไทยเดินเข้าสู่สมการ 3 ขั้ว ส้ม แดง น้ำเงิน ที่ต่างตั้งเป้า ส.ส. สูงลิ่ว เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง หลังเลือกตั้งยังมีพลังเงาคอยกำหนดว่าใครได้เป็นรัฐบาล
KEY
POINTS
- การเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ถูกแบ่งเป็น 3 ขั้วอำนาจหลัก คือ สีส้ม (พรรคประชาชน), สีแดง (พรรคเพื่อไทย) และสีน้ำเงิน (พรรคภูมิใจไทย) ที่แข่งขันกันเพื่อชิงความได้เปรียบ
- การจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับ 3 ขั้วหลักเท่านั้น แต่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของ "ขั้วที่ 4" หรือ "สีเขียว" ซึ่งเป็นอำนาจรัฐที่มองไม่เห็นและเป็นผู้กำหนดเกม
- เป้าหมายของแต่ละพรรคไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้ง แต่เป็นการสร้างอำนาจต่อรองสูงสุด เพื่อเข้าสู่สมการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปได้หลายสูตรหลังการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งปี 2569 กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของการเมืองไทย เมื่ออำนาจถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วใหญ่ สีส้ม แดง และน้ำเงิน ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงคะแนนเสียง แต่ยังต่อสู้กันด้วยอำนาจต่อรอง ภายใต้แรงกดดันจากพลังที่มองไม่เห็นซึ่งคุมจังหวะการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
ตอนที่ 1 : โครงสร้าง 3 ขั้ว และพลังที่มองไม่เห็น
การเลือกตั้งปี 2569 ถูกอธิบายผ่านกรอบ “สมการ 3 ขั้ว” อย่างชัดเจนมากขึ้น เมื่อภูมิทัศน์การเมืองแบ่งออกเป็น 3 สีหลักที่มีทั้งผู้นำฉากหน้าและผู้กำกับเกมอยู่เบื้องหลัง ได้แก่ สีส้ม สีแดง และสีน้ำเงิน แต่สิ่งที่ทำให้สมการนี้ซับซ้อนคือการมีอยู่ของ “ขั้วที่ 4” หรือพลังที่ไม่ปรากฏตัวในสนามเลือกตั้งโดยตรง
สีส้ม คือ พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” ในฐานะผู้นำเชิงสัญลักษณ์ของการเมืองรุ่นใหม่ ขณะที่บทบาททางความคิดและการสื่อสารจิตวิญญาณทางการเมืองยังคงผูกโยงกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อย่างแยกไม่ออก
สีแดง คือ พรรคเพื่อไทย ที่พยายามรีแบรนด์ตัวเองผ่านแคนดิเดตนายกฯ ภาพนักวิชาการอย่าง สรวงศ์ เทียนทอง หรือ “ดร.เชน” แต่เงาของ ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นทั้งพลังหนุนและกับดักทางการเมืองในเวลาเดียวกัน
ขณะที่สีน้ำเงิน คือ พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยมี “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้เดินเกมตัวจริงหลังฉาก อาศัยเครือข่ายบ้านใหญ่และอำนาจต่อรองเชิงโครงสร้าง
เหนือทั้งสามสี คือ “สีเขียว” หรือกลไกราชการและอำนาจรัฐที่ไม่ลงสมัครเลือกตั้ง แต่ถูกมองว่าเป็นผู้กำหนดเส้นแดงว่า ใครจับมือกับใครได้ และใครไม่ควรเข้าใกล้เก้าอี้อำนาจ
เป้าหมายเลือกตั้งสูงลิ่ว กับยุทธศาสตร์ต่อรอง
การตั้งเป้าหมายจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคสะท้อนชัดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้หวังแค่ชนะ แต่ต้อง “ต่อรองได้” พรรคสีส้มประกาศเป้าหมายสูงสุดถึง 250 ที่นั่ง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว พร้อมสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” วางสีน้ำเงินไว้ในฐานะคู่ขัดแย้งเชิงโครงสร้าง
พรรคสีแดงตั้งเป้าประมาณ 200 ที่นั่ง โดยใช้ภาพลักษณ์ใหม่ของแคนดิเดตนายกฯ ดึงฐานเสียงคนรุ่นใหม่และกลุ่มชนชั้นกลางที่ต้องการทางเลือกนอกกรอบขัดแย้งเดิม แต่ยังต้องแบกรับแรงต้านจากประวัติศาสตร์การเมืองในอดีต
ด้านพรรคสีน้ำเงิน ตั้งเป้า 200 ที่นั่งเช่นกัน แม้ตัวเลขประเมินจริงจะอยู่ราว 150–170 ที่นั่ง จุดแข็งคือเครือข่ายบ้านใหญ่ระดับ A กว่า 200 รายทั่วประเทศ ผนวกสโลแกน “พูดแล้วทำ” ที่เน้นความเป็นรัฐบาลเชิงปฏิบัติ มากกว่านโยบายเชิงอุดมการณ์
ยุทธศาสตร์ทั้งหมดสะท้อนว่า ไม่มีพรรคใดมั่นใจว่าจะชนะขาด แต่ทุกพรรคต้องการ “ตำแหน่งต่อรอง” ในสมการหลังเลือกตั้ง
จุดแข็ง จุดอ่อน และสูตรรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
เมื่อมองเชิงลึก จุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละขั้วคือเงื่อนไขสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล สีส้มแข็งแรงในเชิงกระแสและอุดมการณ์ แต่ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 และโครงสร้างรัฐเชิงลึกที่อาจไม่เปิดทางให้ขึ้นสู่อำนาจ แม้ชนะเลือกตั้ง
สีแดงมีองค์ความรู้ นโยบาย และภาพลักษณ์ใหม่ แต่ยังหนีไม่พ้นกับดัก “ตระกูลการเมือง” ที่สร้างทั้งความเชื่อมั่นและความระแวงในเวลาเดียวกัน ส่วนสีน้ำเงินมีบารมีเครือข่ายและกองหนุนทางการเมืองนอกระบบเลือกตั้ง แต่ต้องเผชิญคำถามด้านผลงานบริหารและกระแสวิพากษ์เชิงชาตินิยม
สูตรรัฐบาลจึงเปิดได้หลายทาง หากสองสีจับมือ อีกสีหนึ่งย่อมต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็น ส้ม–น้ำเงิน แดง–น้ำเงิน หรือ ส้ม–แดง โดยสูตรสามสีร่วมรัฐบาลแทบเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่ในสถานการณ์ “รัฐบาลแห่งชาติ” ภายใต้วิกฤตพิเศษ
การเมืองไทยปี 2569 คือเกมเก้าอี้ดนตรีของ 3 ขั้วอำนาจ ที่ไม่ได้วัดกันแค่คะแนนเสียง แต่ชี้ขาดด้วยแรงคุมจังหวะจากพลังที่มองไม่เห็น ใครได้จัดตั้งรัฐบาล อาจไม่ใช่แค่ผู้ชนะในคูหาเลือกตั้ง


