ดร.ณัฏฐ์ชำแหละพิมพ์เขียวร่างรัฐธรรมนูญภูมิใจไทยคุมสภาบน-ล่าง
“ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม” เปิดเกมตีแผ่ร่างรัฐธรรมนูญ 3 พรรค “เพื่อไทย–ประชาชน–ภูมิใจไทย” ชี้พรรคภูมิใจไทยซ่อนกลยุทธ์คุมสภาสูง ด่านสุดท้ายชี้ชะตารัฐธรรมนูญใหม่
KEY
POINTS
- ร่างรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทยเสนอให้มี สสร. ที่มาจากการสรรหาและแต่งตั้ง แทนการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาข้อกฎหมาย
- ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม วิเคราะห์ว่ารูปแบบดังกล่าวจะทำให้ "ขั้วสีน้ำเงิน" และ ส.ว. กลายเป็นตัวแปรหลักในการควบคุมกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ
- บทสรุปคือหากร่างฉบับนี้ผ่าน จะทำให้ขั้วอำนาจเดิมสามารถควบคุมกลไกได้ทั้งสภาสูงและสภาล่างอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง
การเมืองไทยเตรียมร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อรัฐสภากำหนดพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(8) วันที่ 14–15 ตุลาคมนี้ ซึ่งมีถึง 3 ร่างหลักจากพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย โดยแต่ละร่างต่างเสนอ “พิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญใหม่” ที่สะท้อนทิศทางและยุทธศาสตร์ทางการเมืองแตกต่างกัน
“ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม” นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นคนละกระบวนการ และมาตรา 256(8) คือด่านสำคัญ เพราะต้องผ่านการเห็นชอบร่วมของสมาชิกรัฐสภา พร้อมเสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง
ในยุค “รัฐบาลอนุทิน” ที่มีบทบาทคุมกลไกสภาสูง จึงถูกมองว่าโอกาสผ่านมีสูงกว่ายุค “รัฐบาลแพทองธาร” ที่ไม่สามารถดึงเสียง สว. มาร่วมได้เพียงพอ ขณะที่ทั้ง 3 ร่างล้วนประกาศจุดยืนต้องการ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” แต่กลับต่างกันในรายละเอียดสำคัญ ทั้งที่มา–จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และกระบวนการคัดเลือก
จุดเสี่ยงทางกฎหมาย ยังอยู่ที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งกำหนดชัดว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก สสร. ได้โดยตรง” ทำให้ร่างของพรรคประชาชนและเพื่อไทยที่เปิดทางให้มีการเลือกตั้ง สสร. อาจเสี่ยง “โมฆะตั้งแต่ต้นทาง”
ตรงกันข้าม ร่างพรรคภูมิใจไทย กลับใช้โมเดลปี 2539 ยุครัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ที่เน้น “สรรหาและแต่งตั้ง” แทนการเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดคำวินิจฉัยศาล แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าคล้าย “ตีเช็คเปล่า” เปิดช่องอิทธิพลการเมือง โดยเฉพาะในขั้นสุดท้ายที่ให้ ส.ว. 1 ใน 5 (ประมาณ 40 คน) เป็น “ด่านชี้ขาด” ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านหรือไม่
ดร.ณัฏฐ์ ระบุว่า หากใช้พิมพ์เขียวของภูมิใจไทย จะทำให้ “ขั้วสีน้ำเงิน” กลายเป็นตัวแปรหลักของกระบวนการ ทั้งในเชิงการเมืองและอำนาจต่อรอง เพราะ ส.ว. ส่วนใหญ่ก็อยู่ในซีกเดียวกัน
แม้ทั้งสามพรรคมีเป้าหมายเดียวกันคือ “คืนอำนาจให้ประชาชน” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง แต่ละขั้วต่างหวังใช้ “ร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมก่อนเลือกตั้งใหญ่ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ถูกมองว่าใช้เกมรัฐธรรมนูญผูกโยงกับฐานเสียงอนุรักษ์นิยม–มั่นคง เพื่อรักษาอำนาจต่อไป
“4 เดือนยุบ เพื่อก้าวต่อไปอีก 4 ปี” — ดร.ณัฏฐ์ ทิ้งท้ายว่า หากใช้ร่างพิมพ์เขียวของภูมิใจไทยจริง การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจไม่ใช่ “ฉบับประชาชน” อย่างที่ประกาศ แต่คือ “ฉบับของขั้วสีน้ำเงิน” ที่คุมทั้งสภาบนและสภาล่างไว้ในมือ


