
“ธรรมนัส” หนุนใช้ยางพาราภาครัฐ ลั่นราคาแตะ 60-70 บาท ก่อนสิ้น ต.ค.
“ธรรมนัส”นำกระทรวงเกษตรฯ ผนึก 3 กระทรวง เซ็น MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ ลั่น ดันราคายางสดแตะ 60–70 บาท ภายใน ต.ค.
KEY
POINTS
- ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นำ 4 กระทรวงลงนาม MOU เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ
- ตั้งเป้าหมายผลักดันราคาน้ำยางสดให้ขยับขึ้นจากประมาณ 50 บาท เป็น 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ภายในสิ้นเดือนตุลาคม
- จะเร่งออกระเบียบให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์ยางพารา เช่น ยางรถยนต์ อุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์กีฬา จากการยางแห่งประเทศไทย
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐกับการยางแห่งประเทศไทย
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งเสริมใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ การสร้างเสถียรภาพราคายางพารา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและประชาชน ผ่านการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่างๆ
ทั้งนี้ กระบวนการดำเนินงานภายใต้ MOU จะมีการรับซื้อและเปลี่ยนยางรถยนต์ที่จะให้ใช้ยางของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เท่านั้น โดยลำดับแรกจะเร่งออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีกระบวนการอื่นๆ ที่ต้องดำเนินการให้หน่วยงานภาครัฐเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ยางพาราจากของ กยท. เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
“กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการร่วมกับอีก 3 กระทรวง และการยางแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนราคายางพาราให้สูงขึ้น โดยตั้งเป้าว่า ภายในเดือนตุลาคม ราคาน้ำยางสดจะขยับจากระดับปัจจุบันประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม ไปสู่เพดาน 60–70 บาท และภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน ราคาต้องปรับสูงขึ้นกว่าเดือนตุลาคม “
ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า การดำเนินการนี้ จะครอบคลุมพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด และมันสำปะหลัง รวมทั้งภาคปศุสัตว์ โดยได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างมาตรการสนับสนุน และปรับราคาพืชผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงด้วย
ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีตลาดรองรับอย่างมั่นคง โดยเฉพาะการใช้ยางพาราในโครงการภาครัฐต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เฟอร์นิเจอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนของรัฐบาล
ขณะที่นายอรรถกร กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เราจะนำยางพารามาใช้ในส่วนของอุปกรณ์สำหรับการซ้อมกีฬา รวมถึงอุปกรณ์ด้านการป้องกันต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาให้อุปกรณ์ทางการกีฬาของไทยสามารถต่อยอดไปสู่ระดับสากลได้
ด้านนายอัครา กล่าวว่า จะนำยาวพาราไปแปรรูปเป็นหมอนและนำไปประสานกับโรงพยาบาลทั่วประเทศร่วมกันสนับสนุน







