รัฐบาลอนุทิน1โชว์ Quick Win 120 วัน ตั้งเป้าเห็นผลทันตาก่อนยุบสภา
รัฐบาลอนุทินเดินเกมเร่ง “Quick Win” 120 วัน มุ่งลดค่าครองชีพ แก้ รธน. ปราบโกง-ยาเสพติด ปลุกกระแสชาตินิยม ก่อนยุบสภาคืนอำนาจประชาชน
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุทินมีเวลาทำงาน 120 วัน โดยตั้งเป้าดำเนินนโยบายแบบ "Quick Win" เพื่อสร้างผลงานให้ประชาชนเห็นผลอย่างรวดเร็วก่อนประกาศยุบสภาในเดือนมกราคม 2569
- นโยบายเร่งด่วนที่สำคัญครอบคลุม 4 มิติ เช่น การฟื้นโครงการ "คนละครึ่ง" เพื่อลดค่าครองชีพ, การทวงคืนพื้นที่ชายแดนเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม, และการปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมออนไลน์
- แผนงานทั้งหมดถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อสร้างคะแนนนิยมในระยะสั้น โดยมุ่งหวังให้เกิดภาพจำ "พูดแล้วทำ" ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่
รัฐบาล 120 วัน – จุดเริ่มต้นจาก “พรจากฟ้า”
รัฐบาลชุดภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกเรียกขานว่าเป็น “รัฐบาล Quick Win” เพราะมีอายุเพียง 120 วัน ก่อนจะยุบสภาและคืนอำนาจให้ประชาชนในต้นปี 2569
ทันทีที่คณะรัฐมนตรีได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ นายกฯ ถึงขั้นน้ำตาคลอเมื่อบอกกับนักข่าวว่า “นี่คือพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ถือเป็นพรจากฟ้า” สะท้อนว่าเขามอง 4 เดือนข้างหน้าว่าเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่มีความหมายใหญ่หลวง
ไทม์ไลน์สำคัญ ถูกกำหนดชัดเจน:
29–30 ก.ย. 2568 : แถลงนโยบายต่อรัฐสภา 2 วันเต็ม
14–15 ต.ค. 2568 : ประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางกรอบ
สิ้นเดือน ม.ค. 2569 : ยุบสภาตามสัญญา
มี.ค.–เม.ย. 2569 : การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่
นายกฯอนุทินรู้ดีว่า การอยู่ลากยาวไปจะยิ่งเสียเปรียบ ในสนามการเมือง เขาจึงเลือก “ตั้งเป้าแล้วเดินตามเป้า” เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า “พูดแล้วทำ”
Quick Win บนสมุดปกน้ำเงิน
สิ่งที่ส่งไปให้สมาชิกรัฐสภาอ่านมีเพียง 8 หน้า ในสมุดปกน้ำเงิน แต่นั่นกลับเป็นแผนที่วางรากฐานสำหรับ “คะแนนนิยมเร่งด่วน” โดยแบ่งเป็น 4 มิติหลัก
นิติบัญญัติและการเมือง
- จัดทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- ยืนยันว่าจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ไม่เกินสิ้น ม.ค. 2569
- เศรษฐกิจและค่าครองชีพ
- ฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง”
- ลดค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน
- เร่งใช้พลังงานทดแทน ลดภาระประชาชน
ความมั่นคงและต่างประเทศ
- รักษาอธิปไตยด้วยทั้งมาตรการทหารและการทูต
- สั่งกองทัพยึดคืนพื้นที่ล้ำแดน เช่น บ้านหนองหญ้าแก้ว (สระแก้ว) และปราสาทตาควาย (สุรินทร์)
- รื้อกาสิโนข้ามแดนที่ตราด และสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา นำร่องภายใน 4 เดือน
- สังคมและการปราบปราม
- ล้างบางเครือข่ายยาเสพติด การพนันออนไลน์ และแก๊งสแกมเมอร์
- ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ละเลยหน้าที่
พร้อมกันนี้ยังวางเป้าหมายด้าน เกษตร สาธารณสุข การศึกษา และสิ่งแวดล้อม เช่น ดูแลราคาข้าว–มันสำปะหลัง, ลดต้นทุนปุ๋ย, สนับสนุนเกษตรอัจฉริยะ, ปรับระบบสาธารณสุขให้เข้าถึงง่าย, ปฏิรูปกฎหมายการศึกษา และผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำมุ่ง Net Zero
กล่าวได้ว่า “Quick Win” ของรัฐบาลนี้ คือการเลือก ทำเรื่องที่ประชาชนเห็นผลทันตา มากกว่าจะออกนโยบายระยะยาว
เกมการเมืองและการปลุกกระแส
แม้จะมีเวลาเพียง 120 วัน แต่รัฐบาลไม่ได้มองแค่ “นโยบาย” หากยังจัดวาง ยุทธศาสตร์ทางการเมือง ควบคู่กัน
ปลุกกระแสชาตินิยม
การทวงคืนแผ่นดิน การสร้างรั้วกั้นชายแดน และการตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” ระดมเงินสร้างกำแพง ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่เล่นกับความรู้สึก “รักชาติ” ของผู้คน
ดึงดูดกลุ่มบ้านใหญ่
พรรคภูมิใจไทยรู้ดีว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะชี้ขาดด้วยเครือข่ายบ้านใหญ่ จึงเร่งเจรจาตระกูลการเมืองในหลายภูมิภาค
อีสาน : ศรีสะเกษถูกจับตาเป็นสนามทดสอบ ค่ายน้ำเงินหวังชนะ 60%
ใต้ : ตระกูลดังในตรัง สุราษฎร์ และนครศรีฯ เริ่มขยับ
ภาคกลาง : ไทยเศรษฐ์ (อุทัยธานี) และปริศนา นันทกุล (อ่างทอง–อยุธยา) ถูกหมายตา
เกมงบประมาณเร่งด่วน
หลังแถลงนโยบายจบในวันที่ 30 ก.ย. จะมีการประชุม ครม. ทันที เพราะเป็นวันสิ้นปีงบประมาณ หากไม่โอนงบ 26,000 ล้านบาทที่เหลืออยู่ และงบฉุกเฉิน 69,000 ล้านบาท ก็จะถูกส่งคืนคลังทันที รัฐบาลจึงต้องรีบ “ปล่อยของ” ภายในวันเดียว
รัฐบาลอนุทินในชื่อ “Quick Win” อาจมีอายุเพียง 4 เดือน แต่ทุกก้าวล้วนมี นัยทางการเมือง มากกว่าทางการบริหารจริงจัง นโยบายที่ประกาศส่วนใหญ่คือ ภาพจำสั้น ๆ ที่หวังสร้างแรงกระเพื่อมในใจประชาชน
คำถามใหญ่คือ ประชาชนจะเชื่อมั่นในคำว่า “พูดแล้วทำ” หรือมองว่านี่เป็นเพียงการหาเสียงก่อนเลือกตั้ง?
ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราจะได้เห็นว่า “Quick Win” จะเป็น ชัยชนะของอนุทิน หรือเป็นเพียง เกมชิงเวลาทางการเมือง เท่านั้น.
ภาพ:นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
วันที่ 24 กันยายน 2568 เครดิตภาพ : https://www.thaigov.go.th/main/contents


