posttoday
ส่งเอกชนลงทุนต่างประเทศแค่พูด...ไม่พอ

ส่งเอกชนลงทุนต่างประเทศแค่พูด...ไม่พอ

02 กุมภาพันธ์ 2554

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มมีความกังวลใจน้อยลงกับเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า  

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มมีความกังวลใจน้อยลงกับเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า  

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

ส่งเอกชนลงทุนต่างประเทศแค่พูด...ไม่พอ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มมีความกังวลใจน้อยลงกับเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า เพราะหลังจากที่คาดกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะดี และสหภาพยุโรป (อียู) จะฟื้นตัว ก็ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จากการที่เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น

เมื่อต้นปี 2553 ค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 3334 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และค่อยๆแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปลายปีประมาณ 10% อยู่ที่ระดับ 3031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเคยแข็งค่าที่สุดทะลุ 30 บาทลงไปที่ 29 บาทกว่าๆ ต่อเหรียญสหรัฐ

การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ทำให้ ธปท. และกระทรวงการคลังต้องหันหน้าเข้าหากันและออกมาตรการเน้นให้เงินไหลออกได้อย่างสะดวก และส่งเสริมให้เอกชนออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อให้เงินไหลออกไปทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง

เงินไหลเข้าในปี 2553 นั้น มาจากหลายทาง ทั้งจากการส่งออกร่วม 1.94 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลบกับมูลค่าการนำเข้า 1.79 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 1.48 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ดุลการชำระเงินเกินดุล 3.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 1.721 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ฉะนั้น เมื่อเงินไหลเข้าเบิกบานขนาดนี้ จะให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าจึงเป็นไปได้ยาก

แนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่ากลับเริ่มมีความผันผวนเกิดขึ้น เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองในอียิปต์ ประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาล จนเป็นเหตุให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายยกใหญ่ จนนางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. ออกมายอมรับว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนมากขึ้น

ธปท.คาดว่าความผันผวนมาจากสาเหตุจากช่วงนี้ที่นักลงทุนไม่แน่ใจกับการลงทุน ไม่แน่ใจกับสถานการณ์ในประเทศอียิปต์ ด้านผลตอบแทนดอกเบี้ยตราสารหนี้ในสหรัฐก็ดีขึ้น ทำให้ช่วงนี้เห็นภาวการณ์ไหลเข้าออกเร็วของเงินทุน ซึ่งในปี 2554 นี้น่าจะเห็นเงินทุนเข้าออกเร็วเช่นนี้ต่อไป

ดังนั้น นักลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนก็ควรมีการป้องกันความเสี่ยงให้มากขึ้น

“ในภาวะเช่นนี้ การดูแลค่าเงินบาทในช่วงเงินทุนเคลื่อนย้ายเร็ว ธปท.ยังคงยืนหลักการเดิม คือ ต้องดูให้เหมาะสม ไม่มากไปน้อยไป ไม่ว่าเงินบาทจะแข็งหรืออ่อนค่า ซึ่งตอนนี้ค่าความผันผวนมากขึ้น ค่าเงินผันผวนมากขึ้น อย่างเงินบาทไทยที่มองระยะสั้นช่วง 1 วัน หรือ 1 สัปดาห์ ก็เห็นความผันผวนเช่นกัน ซึ่งการดำเนินการดูแลนั้น ธปท.จะดูให้สอดคล้องกับสภาพคล่อง (Flow) ในช่วงนั้นๆ ไม่ให้ค่าเงินผันผวนเร็วเกินไปกว่าที่ธุรกิจจะรับได้” นางผ่องเพ็ญ กล่าว

สำหรับการลงทุนในตลาดพันธบัตร ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ม.ค.ปีนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติเลือกลงทุนในตลาดพันธบัตรลดลงกว่าช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก แม้ว่าจะมีเงินเข้ามาซื้อและขายออกเงินไหลออกบ่อยขึ้นในช่วงที่มีข่าวลือ แต่ถือว่าไหลออกจากตลาดพันธบัตรไม่มากนัก ประมาณ 8001,000 ล้านบาทเท่านั้น

แม้ค่าเงินบาทช่วงนี้จะผันผวน แต่ในระยะยาวนักลงทุนยังมองว่าค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มที่จะแข็งค่า เพราะเศรษฐกิจสหรัฐและอียู รวมทั้งญี่ปุ่นก็ไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัว

ว่าแล้ว ธปท. ก็เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดทำแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ โดยเร็วๆ นี้จะเชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมรับฟังและแสดงความเห็นว่าแผนดังกล่าวควรมีทิศทางอย่างไร โดยแผนแม่บทฉบับนี้คาดว่าตัวกระบวนการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

“การออกไปลงทุนในต่างประเทศ ยอมรับว่ามีความยากขึ้น แต่ก็ยังมีช่องทางอยู่บ้าง ซึ่งเราคงทำในลักษณะเดียวกับที่เคยขออนุญาตทางการจีน ขยายการลงทุนในสกุลเงินหยวน และการขยายช่องทาง การนำเงินทุนสำรองออกไปลงทุน ทางเราก็คงทำเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย” นางผ่องเพ็ญ กล่าว

แต่สำหรับเอกชนนั้น ผู้ที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศนานหลายปีแล้วอย่างนายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู กล่าวว่า ในระยะยาวยังมองว่าค่าเงินบาทยังคงน่าจะแข็งค่า เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัว

การเจาะช่องเงินออกด้วยการให้บริษัทเอกชนไทยไปลงทุนในต่างประเทศเป็นแนวทางที่ดี แต่ในฐานะที่ บริษัท บ้านปู ออกไปลงทุนในต่างประเทศนานแล้ว ก็เห็นว่าเรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การศึกษาหาข้อมูลและกฎหมายในประเทศที่เราจะเข้าไปลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญ

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเอกชน เพื่อให้การออกไปลงทุนของบริษัทไทยประสบความสำเร็จ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะมีบทบาทมาก ควรจะต้องผนึกกำลังกันช่วยเหลือเอกชนในการบุกเบิกเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ” นายชนินท์ กล่าว

ความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเข้าไปช่วยเหลือเอกชนในการบุกเบิกลงทุนในต่างประเทศ ในกรณีที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะบริษัทเหล่านี้อาจจะต้องการข้อมูลมากเพื่อศึกษาตลาดและหาผู้ร่วมลงทุน ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุนสูง อาทิ เครือ ปตท. เครือเจริญโภคภัณฑ์ เครือเอสซีจี เครือของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี นั้น ออกไปนานแล้ว ก็มีความเชี่ยวชาญ แต่บริษัทใหม่ๆต้องการการช่วยเหลือจากรัฐอีกมาก

การผนึกกำลังเพื่อเจาะช่องให้เอกชนออกไปลงทุนต่างชาติ เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลควรให้การสนับสนุน และควรจะต้องรีบดำเนินการเพราะตลาดเงินเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

หากการทำส่วนนี้สำเร็จ จะเป็นการเพิ่มเครื่องมือให้ ธปท.บริหารค่าเงินบาทได้สะดวกยิ่งขึ้น ฉะนั้น การร่วมด้วยช่วยกันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องจริงจังที่จะดำเนินการ

เรื่องนี้เอกชนได้ขวนขวายช่วยตัวเองออกไปลงทุนนานแล้ว หากรัฐมีวิสัยทัศน์ก็ต้องช่วย แต่ปัญหาเฉพาะหน้าของทุกรัฐบาลเหมือนๆ กัน คือ มุ่งแต่ดูแลปัญหาการเมืองเป็นอันดับแรก เรื่องนี้ก็คงจะต้องรอต่อไป

และเมื่อค่าเงินขาดเสถียรภาพเมื่อไหร่ ก็จะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดกันใหม่

 

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน