posttoday
คุมค่าเบิกจ่ายยาฆ่า!ราชการ

คุมค่าเบิกจ่ายยาฆ่า!ราชการ

31 มกราคม 2554

ต้องบอกว่า เรื่องที่พูดกันอื้ออึง และเป็นที่โจษจันกันในหมู่ข้าราชการมากที่สุดในขณะนี้ ไม่มีเรื่องใดจะเกินหน้า “มาตรการควบคุมการเบิกจ่าย และการใช้ยาข้าราชการ”

ต้องบอกว่า เรื่องที่พูดกันอื้ออึง และเป็นที่โจษจันกันในหมู่ข้าราชการมากที่สุดในขณะนี้ ไม่มีเรื่องใดจะเกินหน้า “มาตรการควบคุมการเบิกจ่าย และการใช้ยาข้าราชการ”

โดย...ทีมข่าวการเงิน 

ต้องบอกว่า เรื่องที่พูดกันอื้ออึง และเป็นที่โจษจันกันในหมู่ข้าราชการมากที่สุดในขณะนี้ ไม่มีเรื่องใดจะเกินหน้า “มาตรการควบคุมการเบิกจ่าย และการใช้ยาข้าราชการ” ของกระทรวงการคลังอีกแล้ว

เพราะถึงขณะนี้บรรดาข้าราชการและคนในครอบครัวร่วม 5 ล้านคน ต่างพากัน “สวดชะยันโต” รัฐบาลกันอย่างหนัก

คุมค่าเบิกจ่ายยาฆ่า!ราชการ

ไม่เฉพาะข้าราชการและคนในครอบครัวที่เป็นผู้ป่วยเท่านั้นที่พูดกันอื้ออึง บรรดา “หมอ” ที่รักษาคนไข้ก็สะท้านกับมาตรการคุมเข้มแบบนี้

เพราะกลัวว่าคนไข้ที่เป็นข้าราชการและได้รับการจ่ายยาเพื่อรักษาพยาบาล รักษาโรคอยู่จะมาฟ้องหมอในภายหลังได้หากเกิดอาการข้างเคียงจากการหยุดใช้ยา

เฉพาะเว็บไซต์ www.cgd.go.th ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังนั้น ข้าราชการก็มีการสอบถามและแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กันอย่างหนาแน่น และโจมตีอย่างหนักหน่วงในเรื่องการควบคุมการเบิกจ่ายยา และการห้ามใช้ยานอก

เฟซบุ๊กและตู้ร้องเรียนที่นายกรัฐมนตรีเปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์ก็สนั่น เมื่อข้าราชการร้องผ่านไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาดูแลเรื่องการเบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

ขนาดมีการใช้คำเสียดสีว่า มาตรการควบคุมการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ผ่านโรงพยาบาลรัฐ 34 แห่งของกระทรวงการคลังนั้นเสมือนเป็นการ “ฆ่าราชการ”

ตัวอย่างของเสียงสะท้อนจากข้าราชการคนหนึ่งที่ร้องเรียนนายกรัฐมนตรีไปน่าจะบอกถึงอารมณ์และความผิดหวังได้ดี

...เรื่องที่กระทรวงการคลังจะห้ามมิให้ผู้ป่วยที่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ห้ามใช้ยานอก เกี่ยวกับยาไขมัน และอื่นๆ นั้น ผมในฐานะที่เป็นข้าราชการบำนาญ ขณะนี้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และไขมันสูง ซึ่งทางแพทย์ผู้ตรวจรักษาผมก็จัดให้ใช้ยาลดไขมันจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง ข้าพเจ้าก็ทราบดี แต่หากกระทรวงการคลังสั่งห้ามมิให้ใช้ยานอก (ยาลดไขมัน) แล้ว จะให้ผมไปใช้ยาอะไร เพราะการที่นายแพทย์ผู้ตรวจรักษาได้พิจารณาหรือวินิจฉัยโรคผู้ป่วยรายนี้แล้วว่า จำเป็นต้องใช้ยาอะไร จึงจะรักษาให้หาย หรือทุเลาลงได้

เท่าที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ก็สั่งห้ามเบิกยาวิตามินรวมมาครั้งหนึ่งแล้ว การที่นายแพทย์ผู้ตรวจวินิจฉัยโรคแล้วว่าจำเป็นต้องใช้ยาตัวนี้ ยาในประเทศยังไม่มี หรือมีก็รักษาโรคนี้ไม่ได้ เมื่อนายแพทย์วินิจฉัยโรคแล้วว่าต้องใช้ยาชนิดใด รัฐบาลหรือกระทรวงการคลังก็ควรเคารพในสิทธิของนายแพทย์ผู้นั้น เพราะเขาเรียนมาทางนี้ ทางกระทรวงการคลังมิได้จบแพทย์มา จะรู้ได้อย่างไร

เรื่องบางเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ใช้จ่ายงบประมาณ โดยภาษีของประชาชนไป โดยไร้ประโยชน์ก็มีอยู่หลายเรื่อง เสมือนรัฐบาลตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

รัฐบาลชุดนี้ทำตัวเป็นเสี่ยใหญ่ แจกกันเรื่อยไปเพราะใกล้จะมีการเลือกตั้งใหญ่ทำไมทำได้

ผมเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยเดือนหนึ่งได้ประมาณหมื่นกว่าบาท ลำพังจะใช้จ่ายในครอบครัวก็ไม่พออยู่แล้ว จึงขอฝากนายกฯ ช่วยพิจารณาเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังจะสั่งห้ามผู้ป่วยใช้ยานอก ถ้านายแพทย์ผู้รักษาพิจารณาว่าผู้ป่วยรายนี้จำเป็นต้องใช้ยาตัวนี้ จึงจะรักษาหาย หรือก็อาการจะทุเลาได้บ้าง แพทย์ท่านเรียนมาทางนี้ย่อมรู้ดี

ข้าราชการทั่วไปมิใช่นักการเมือง ดังนั้นหากนักการเมืองที่มีตำแหน่งใน ครม.ป่วย กับข้าราชการป่วย จึงมีฐานะที่แตกต่างกันมากหลายประการ การไปพบแพทย์ก็ได้รับบริการต่างกัน ฐานะการเงินก็ต่างกัน เมื่อทางการสั่งงดยานอก นักการเมืองเขาก็มีเงินส่วนตัวไปซื้อใช้เองได้ หรือไม่ก็บินไปรักษาที่ต่างประเทศก็ได้

เสียงสะท้อนแบบนี้ของข้าราชการ และข้าราชการบำนาญ กำลังถาโถมเข้าใส่รัฐบาลอย่างหนัก ว่า ทำไมจึงใช้งบประมาณหาเสียงด้านอื่นได้ แต่กับเรื่องการป่วยไข้ของข้าราชการทำไมจึงถูกตัดทอนงบประมาณโดยไม่ดูดำดูดี

แน่นอนว่า หากไม่รีบแก้ไขและปล่อยปละละเลยต่อไปจะอันตรายต่อฐานะและความมั่นคงของรัฐบาล

แม้มาตรการควบคุมการเบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักของรัฐบาลจะพอเข้าใจได้ว่า เป็นมาตรการรัดเข็มขัดและลดรูโหว่ด้านการรักษาพยาบาลข้าราชการลงมา

เพราะนับเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่ค่ายาหรือการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการนั้นมีแต่เพิ่มขึ้น จากระดับ 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มมาเป็น 6.5 หมื่นล้านบาท

และการออกมาตรการควบคุมยานอกบัญชียาหลัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกยานอกราคาแพง ถึง 9 กลุ่ม ที่จะห้ามแพทย์ทุกโรงพยาบาลสั่งจ่ายรักษาข้าราชการอีกต่อไปก็สามารถประหยัดค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

แต่ต้องยอมรับว่า การห้ามหมอจ่ายยาแพงให้กับข้าราชการ ยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเท่าไร ข้าราชการก็จะยิ่งมีความรู้สึกไม่ดีกับรัฐบาลมากเท่านั้น เพราะการเป็นข้าราชการเงินเดือนน้อย หวังสุขสบายในยามเจ็บป่วย แต่ยังต้องมาโดนตัดทอนสวัสดิการ

ย่อมทำให้ข้าราชการเสียขวัญกำลังใจ และตีใจออกห่าง

ทางออกในการแก้ไขปัญหานี้จึงน่าจะมีการศึกษาให้รอบคอบ

เพราะปัจจุบันปัญหาการเบิกงบประมาณรักษาพยาบาลเกินงบที่ตั้งไว้กำลังจะกลายเป็นปัญหาที่เรื้อรัง หากนำไปเปรียบเทียบกับระบบประกันสุขภาพของบริษัทประกันชีวิตซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายๆ กัน แต่ระบบประกันสุขภาพบริษัทเอกชนสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไม่ให้สูงเกินกว่ารายรับจากเบี้ยประกัน หรือทำแล้วมีกำไร

ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการทำแล้วขาดทุน

ปัญหาหลักๆ จึงน่าจะมาจากระบบข้อมูลจะนำมาใช้ในการควบคุมและตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล ถ้าวางระบบดีๆ ไปตรวจสอบย้อนหลังการจ่ายยาให้มีประสิทธิภาพย่อมไม่เกิดช่องโหว่ให้เกิดการตักตวงผลประโยชน์ส่วนตน

นอกจากนี้ต้องไปควบคุมต้นเหตุของการรั่วไหลของการเบิกจ่ายยาที่ไร้ประสิทธิภาพน่าจะตรงจุดมากกว่า

เพราะปัจจุบันโรงพยาบาลจะเป็นผู้วางฎีกามาขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล เครื่องมือแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ เป็นจำนวนเท่าใด เมื่อตัวเลขโผล่กรมบัญชีกลางมักจะโอนเงินเข้าบัญชีโรงพยาบาลไปตามนั้น ทั้งๆ ที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีการตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดที่โรงพยาบาลส่งเข้ามาประกอบการเบิกก่อนจ่ายเงินหรือไม่ หรือตรวจสอบแล้วไม่เข้าใจเพราะเป็นเรื่องเทคนิคทางการแพทย์ จึงต้องไปจ้างหน่วยงานอื่นมาสุ่มตรวจข้อมูลย้อนหลังซ้ำกันอีกรอบ

อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าจะมีการสังคายนาคือการเชื่อมโยงข้อมูลของคนไข้ เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลคนไข้ถูกเก็บไว้ในโรงพยาบาลที่เข้าไปใช้บริการ ยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลผ่านทางระบบออนไลน์ จึงเป็นช่องโหว่ให้ข้าราชการไปขอเบิกยาจากโรงพยาบาลหลายแห่งได้

ผลจากการไม่เชื่อมโยงเช่นนี้ทำให้เกิดคดี มีข้าราชการคนหนึ่งไปขอเบิกยาจากโรงพยาบาลรัฐถึง 3 แห่ง โดยที่โรงพยาบาลไม่สามารถตรวจเช็กได้ว่าคนไข้รายนี้ได้ไปขอเบิกยาจากโรงพยาบาลอื่นๆ มาก่อน ถึงแห่งละ 45 แสนบาท

จะไปโทษนายแพทย์หรือหมอเองก็ไม่ได้ เพราะหมอไม่มีเวลาและไม่มีหน้าที่ไปตรวจสอบการเบิกจ่ายยา เพราะมีงานรักษาคนไข้ล้นมืออยู่แล้ว

อีกทางหนึ่งที่น่าจะทำได้คือหาทางตีกรอบกำหนดกฎเกณฑ์ร่วมกับบรรดาสถานพยาบาลหรือหมอในการกำหนดกฎเกณฑ์แนวทางปฏิบัติการสั่งจ่ายยา ด้วยการกำหนดเกณฑ์ขั้นตอนการวินิจฉัยว่าระดับใดควรให้ยาชนิดใด

หากมีอาการเบื้องต้นอาจให้ยาชนิดหนึ่ง แต่หากอาการไม่ดีขึ้นก็จะให้ยาชนิดสูงขึ้นไปอีก

วิธีการนี้จะช่วยลดปัญหาการสั่งจ่ายยาแพง และการใช้ยาฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น

หากแพทย์ไม่ปฏิบัติตามจะถือเป็นความผิดด้านจริยธรรม และหากพบว่ามีสายสัมพันธ์กับบริษัทยาก็จะยิ่งเอาผิดง่ายขึ้น

แต่ปัจจุบันไม่มีวิธีการเหล่านี้ ทั้งๆ ที่นี่คือช่องโหว่ที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้โดยไม่กระเทือนจิตกระเทือนใจข้าราชการที่เงินเดือนน้อย แต่ต้องการสวัสดิการในการรักษาพยาบาลที่ดูแลไปถึงคนในครอบครัวอันเป็นที่รัก

นอกจากนี้ยังสามารถดูแลข้าราชการที่รัฐบาลใช้งานให้มีขวัญกำลังใจในการทำงานต่อไป

ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะถูกตราหน้าว่า เน้นแต่ประหยัดการใช้ยาของข้าราชการแล้วคุณค่าชีวิตของพวกเขาอยู่ตรงไหน

หากหมอพลาดพลั้งการจ่ายยาตามมาตรการนี้ไป ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ