
ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร เดินหน้าดันสมุนไพรไทย....สู่เวทีโลก
...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ผลพวงที่เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการอันล้ำสมัยซึ่งนำความเจริญมาสู่ทุกองคาพยพส่งผลให้วิถีดั้งเดิมกำลังถูกกัดกร่อน และถึงแม้ว่าสังคมจะเริ่มรู้สึกตัวและพยายามหันกลับมาทบทวนรากฐานของตัวเองมากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ยากจะปฏิเสธคือความเชื่อมั่นต่อภูมิปัญญาดั้งเดิมได้ถูกทำลายลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง
สังคมไทยในยุคเฟื่องฟูทางการแพทย์ ภาพสะท้อนที่เด่นชัดคือปรากฏการณ์ควบรวมกิจการของโรงพยาบาลเอกชนยักษ์ใหญ่ มุ่งหวังขยายสาขาเพื่อรองรับนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (เมดิคัล ฮับ) โดยสถานพยาบาลเหล่านั้นต่างอวดอ้างศักยภาพของเทคโนโลยีและการแพทย์สมัยใหม่ ตีกันธุรกิจคู่แข่งอย่างเข้มข้นดุเดือด
ท่ามกลางสิ่งที่เกิดขึ้นมีคำถามถึงคุณค่าของวิถีไทยและภูมิปัญญาไทย เหตุใดจึงไม่ถูกชูขึ้นสู่เวทีการแข่งขันในครั้งนี้?
แม้ว่าในปี 2554 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะบรรจุนโยบายด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยให้สอดรับกับการมาถึงของเมดิคัล ฮับ โดยยืนยันจะเดินหน้าพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เน้นกำลังการผลิตบุคลากรผู้มีความรู้ให้เพียงพอ และพัฒนารูปแบบการบริการให้ดีขึ้น
แต่เสียงสะท้อนจาก ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรดีเด่นประจำปี 2553 ทำให้ทราบว่ากระบวนการผลักดันยังต้องเผชิญปัญหาอีกหลากหลาย
ภญ.สุภาภรณ์ เล่าว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา ทั่วโลกเริ่มใช้สมุนไพรกันอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งกระแสผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรไทยได้รับการยอมรับอย่างยิ่งในต่างประเทศ ยังผลให้กระแสแพทย์ทางเลือกเริ่มเติบโตขึ้นในประเทศไทย ความคิดที่ว่าสมุนไพรเป็นของคนจนก็เปลี่ยนกลายเป็นของคนชั้นกลาง แต่ปัญหาคือการส่งเสริมจากภาครัฐกลับเป็นไปอย่างพิกลพิการ
“ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยมีแผนระดับชาติเรื่องส่งเสริมแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย แต่ด้วยความไม่ชัดเจนของนโยบาย เจ้าภาพ รวมทั้งขาดการเอาใจใส่เรื่องการสนับสนุนงานวิจัย ทำให้ประเทศไทยพัฒนาอย่างสะเปะสะปะ” ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวเภสัชกรดีเด่น บอกว่า หากลองหางานวิจัยย้อนหลังกลับไปสัก 10 ปี จะเห็นว่ามียาแผนไทยชนิดใหม่เกิดขึ้นมามาก แต่ไม่มีงานใดแสดงความชัดเจนเรื่องคุณประโยชน์ได้เลย นั่นเป็นเพราะประเทศไทยขาดการสนับสนุนที่ชัดเจนถึงความต้องการ ทั้งที่ตลาดในประเทศหรือตลาดโลกมีความชัดเจนว่าต้องการอะไร
“เรามีองค์กรทำด้านยาสมุนไพรไทยเป็น 10 องค์กร แต่กลับแยกกันทำหมด บ้านเรามันไม่มีการจัดการที่ดี มีเงินเท่าไรก็เอาไปเททิ้งหมด” ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวให้คิดเภสัชกรรายนี้ อธิบายอีกว่า นโยบายรัฐต้องมีความชัดเจนว่าจะผลักดันสมุนไพรไทยและการแพทย์แผนไทยให้ทัดเทียมในระดับสากล ต้องมีคณะทำงานทำการวิเคราะห์พื้นฐานของคนไทย และสร้างนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน สร้างการรับรู้ในเวทีโลกว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้เยียวยาทางการแพทย์
“แต่เราจะทำนโยบายอย่างไร จะทำเมดิคัล ฮับอย่างไร ในเมื่อคนไทยยังไม่กินสมุนไพรเลย” ภญ.สุภาภรณ์ ตั้งคำถาม และเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์สมุนไพรไทยให้ฟังว่า ประเทศไทยมีสมุนไพรกว่าหมื่นชนิด แต่ที่รู้จักมีเพียง 50 ชนิด ส่วนบุคลากรผู้สนใจและพยายามพัฒนาสมุนไพรไทยทั่วประเทศมีไม่เกิน 50 คนผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ยืนยันว่า โรคหลายชนิดรับประทานยาประเภทใดก็หาย บางชนิดใช้การแพทย์แผนปัจจุบันดีกว่า บางชนิดควรใช้การแพทย์แผนไทยหรือแพทย์ทางเลือก บางชนิดก็ต้องใช้ทั้งสองวิธี ดังนั้นจึงไม่ควรดูถูกภูมิปัญญาไทยและแพทย์แผนไทย เพราะไม่ได้มีข้อด้อยไปกว่าของต่างชาติ
เธอบอกว่า องค์ความรู้ด้านการแพทย์ของไทยได้รับการสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน หมอยาที่อยู่ตามชนบทห่างไกลคือขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ควรได้รับความสนใจ เนื่องด้วยปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้อายุมากและเหลืออยู่น้อย ภูมิรู้จากภูมิปัญญาชั้นสูงจึงมีแนวโน้มจะหมดไป
“คนไทยเราไม่เคยรู้ว่าแผ่นดินเรามีอะไรดี” นักวิชาการรายนี้เร้าให้ตระหนักเภสัชกรเชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมั่นใจว่า หากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีนโยบายพัฒนาแพทย์แผนไทยอย่างจริงจัง ประโยชน์จะตกอยู่กับชาวบ้านมากที่สุด เพราะหลายโรคไม่จำเป็นต้องพึ่งพายาจากต่างชาติ ภูมิปัญญาชาวบ้านสามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งจะทำให้สะดวก ประหยัดและสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน







