
“วรภพ” ซัด GDP 67 โตต่ำกว่าเป้า สะท้อนแจกเงินหมื่นเฟส 1 ไร้ผล
“วรภพ” ซัด GDP 67 โตต่ำกว่าเป้า สะท้อนแจกเงินหมื่นเฟส 1 ไร้ผล ด้าน "เผ่าภูมิ" โต้ เป็นวิธีการมองที่บางมาก เผย ดูเศรษฐกิจต้องดูไส้ในของตัวเลข
20 ก.พ.2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 17 นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีถึงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยนายกฯ มอบหมายให้ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน
นายวรภพ ระบุว่า การตั้งกระทู้ถามในวันนี้เกิดจากการที่เพิ่งมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาสที่ 4 และทั้งปี 2567 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าจีดีพีในปี 2567 เติบโตเพียง 2.5% ซึ่งน้อยที่สุดในอาเซียน น้อยกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ จึงถือว่ารัฐบาลสอบตกในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่
คำถามสำคัญคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการเรือธงของรัฐบาลอย่าง “ดิจิทัลวอลเล็ต” หรือที่ในภายหลังเรียกชื่อใหม่ว่ามาตรการ “เงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจ” ที่ใช้ทุกองคาพยพทางการคลัง ทั้งงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทและการกู้เต็มเพดาน สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่ โดยมาตรการนี้ในเฟสที่ 1 ใช้งบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท และในเฟสที่ 2-3 ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 2 แสนกว่าล้านบาท
มาตรการแจกเงินหมื่น ที่ผ่านมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้แค่ไหน รัฐบาลถึงยังยืนยันกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการแบบเดิมในปี 2568 ด้วยงบประมาณที่มากขึ้น รัฐบาลเคยอ้างว่าที่ต้องมีการแจกเป็นเฟสก็เพื่อดูผลลัพธ์ว่าเฟส 1 กระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่
วันนี้เฟส 1 ผ่านพ้นไปแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าต่อในเฟส 2-3 เป็นม้าตัวเดียวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงต้องถามย้ำว่ารัฐบาลจะยอมรับหรือไม่ว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโตน้อยกว่าเป้าหมาย และมาตรการแจกเงินหมื่นไม่กระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็จะยังคงเดินหน้าต่อในเฟส 2-3
ด้าน นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การมองว่าจีดีพีปี 2567 ที่เติบโต 2.5% และเมื่อเทียบกับอาเซียนแล้วมองว่าเศรษฐกิจไทยโตช้า เป็นวิธีการมองที่บางมาก เวลาดูเศรษฐกิจต้องดูไส้ในของตัวเลขในมิติ “แรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นด้วย
โดยเมื่อดูเป็นรายไตรมาส จะพบว่าในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 มีการเจริญเติบโตอยู่ที่ 1.7% ไตรมาสที่ 2 ขยับมาเป็น 2.3% ไตรมาสที่ 3 เป็น 3.0% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 3.2% ทิศทางทางเศรษฐกิจผงกหัวขึ้นทั้งปีตั้งแต่ไตรมาสที่ 1-4 บ่งบอกทิศทางและแรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น
ตัวเลข 2.5% ที่มีการประกาศมานั้น ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงต้นที่มีการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ หลายสำนักปรามาสว่ารัฐบาลจะทำในปี 2567 ได้เพียง 2.1-2.2% แต่สุดท้ายเราปิดปีที่ 2.5% ส่วนต่าง 0.3-0.4% นั้นมหาศาลในเชิงเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นอยากให้มองที่แรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจมากกว่า
ไม่ใช่แค่รายไตรมาส แต่หากมองไส้ในของไตรมาส 4 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.2% ซึ่งเติบโตสูงที่สุดในรอบ 9 ไตรมาสของประเทศไทย การลงทุนภาครัฐโตเกือบ 40% สูงที่สุดในรอบ 36 ไตรมาส การส่งออกสินค้าและบริการโต 11.5% สูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส ภาคบริการโต 4.7% สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส ภาคการก่อสร้างโต 18.3% สูงสุดในรอบ 36 ไตรมาส อสังหาริมทรัพย์โต 1.8% โตสูงสุดในรอบ 6 ไตรมาส ภาษีมูลค่าเพิ่มที่หักเงินเฟ้อและการนำเข้าเติบโต 11% สูงสุดในรอบ 14 ไตรมาส
ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงทิศทางในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2568 รัฐบาลคาดการณ์แรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจว่าจะมีความต่อเนื่อง ตัวเลขจะออกมาดี มีแรงเหวี่ยงต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว และต่อจากนี้รัฐบาลก็จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายมาตรการ
ส่วนกรณีการกระจายเม็ดเงินหมื่นในเฟส 1 นั้น มีการกระจายให้กลุ่มเปราะบางซึ่งเป็นการกระจายที่ถูกฝาถูกตัว สิ่งที่เห็นคือเงินลงไปในจังหวัดที่มีสัดส่วนคนยากจนสูงเป็นลำดับแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน และสามจังหวัดชายแดนใต้ และกระจายลงไปในทุกตำบล
สามารถกล่าวได้ว่าไม่มีตำบลใดในประเทศไทยที่ไม่ได้รับการกระจายเม็ดเงิน และจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ 68% ลงสู่ร้านเล็กในชุมชน ตลาด หาบเร่แผงลอย นอกจากนั้นประชาชน 82% ยังใช้เงินอย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวดเร็ว รุนแรง และทันท่วงที
นอกจากนี้ในไตรมาสที่ 4 ที่มีโครงการนี้ลงไป ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งจาก 56.5% ไปสู่ 56.9% ดัชนีความเชื่อมั่น MSME พุ่งจาก 49.6% เป็น 53.0% ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพุ่งจาก 88.0% เป็น 90.2% ดัชนีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจภูมิภาคพุ่งจาก 69.6% เป็น 71.9% และภาษีมูลค่าเพิ่มพุ่งขึ้น 11% สูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส
ดังนั้น โครงการนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี รัฐบาลสามารถปิดการบริหารเศรษฐกิจในปี 2567 ได้ดี และมีแรงเหวี่ยงในเชิงบวกขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 1-4 ส่งต่อมาจนถึงปี 2568 ที่สำคัญการกระจายเม็ดเงินในเฟส 1 สามารถลดความเหลื่อมล้ำตามดัชนีจีนี (GINI Coefficient) ลงได้ 0.01 ร่นระยะเวลาในการลดความเหลื่อมล้ำลงได้ 2-3 ปี โดยตามรายงานธนาคารโลกก็ยังให้ตัวเลขการลดความเหลื่อมล้ำลงได้ลงมากกว่ากระทรวงการคลังเสียอีกที่ 0.015
ด้าน นายวรภพ ได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่า ตนยินดีที่จะมีการคุยด้วยตัวเลข เพราะก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังชื่อเผ่าภูมิเหมือนกัน ที่ระบุเป้าหมายไว้เมื่อ 3 เดือนที่แล้วว่าจีดีพีปี 2567 จะโตได้ถึง 3% กว่า และไตรมาสสุดท้ายจะโตได้ถึง 4-4.5% แต่สุดท้ายก็โตได้เพียง 3.2% ส่วนแรงเหวี่ยงที่พูดถึงใน 3 ไตรมาสแรก ก็จะเห็นว่าจีดีพีเติบโตไตรมาสต่อไตรมาสเฉลี่ยอยู่ที่ 1% แต่ไตรมาสสุดท้ายที่ออกมาเติบโตที่ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตนเลยไม่มั่นใจว่าข้อมูลเดียวกัน รัฐบาลอาจจะวิเคราะห์ต่างกันหรือไม่ ว่าแรงเหวี่ยงกำลังจะมาหรือกำลังจะถดถอย
ส่วนเรื่องมมาตรการแจกเงินหมื่น สิ่งที่รัฐมนตรีตอบมานั้นเป็นการบ่งบอกว่านโยบายนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ แน่นอนว่าเมื่อแจกให้กลุ่มเปราะบางก็ต้องลงไปจังหวัดที่มีประชากรเปราะบางอยู่มาก
แต่คำถามของตนคือสรุปแล้วมาตรการนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ฯ ก็ยืนยันตรงกันว่ามาตรการแจกเงินหมื่นที่มีการกู้เงินมาแจกนั้น แจก 3 บาทกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 1 บาท คำถามอยู่ที่ว่าทำไมในเมื่อเฟส 1 มีผลลัพธ์ออกมาแล้วว่าไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลก็ยังยืนยันจะเดินหน้าเฟส 2-3 ต่อไป







