
เฟซบุ๊ก
....อรุณ จิรชวลา
ก่อนอื่นต้องขอสารภาพว่าผมยังใช้เฟซบุ๊กไม่เป็น แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะเรื่องที่เขียนวันนี้ไม่มีประเด็นทางเทคนิค มีแต่ประเด็นทางเศรษฐกิจ
ก่อนปีใหม่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กมาอยู่เมืองไทยหลายวัน เพื่อร่วมงานแต่งงานของรองประธานบริษัทกับสาวไทย พวกเราคนไทยก็ตื่นเต้นกัน เพราะหนุ่มน้อยวัย 26 ปีคนนี้เพิ่งได้รับการยกย่องเป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ และเพิ่งได้รับการจัดอันดับเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก
เฟซบุ๊กเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2004 อายุยังไม่เต็ม 7 ขวบด้วยซ้ำไป แต่มีฐานลูกค้าหรือจำนวนผู้ใช้บริการแล้วถึง 600 ล้านคน และเป็นตัวเลขที่โตวันโตคืน เพราะเดือนก่อนยังเห็นแค่ตัวเลข 500 ล้านคนอยู่เลย
แต่เรื่องที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับเฟซบุ๊กในวันนี้น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องมูลค่าของธุรกิจ ซึ่งประเมินกันว่าอยู่ที่ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 ล้านล้านบาท
เหลือเชื่อไหมครับ เด็กวัย 26 ปี เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โตขนาดนี้ โดยเขาสร้างขึ้นมาเองกับมือและเริ่มจากศูนย์ ไม่มีมรดกของพ่อแม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ยกเว้นพันธุกรรมที่ทำให้เขาฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกันทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด
ผมรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเฟซบุ๊กไว้หลายเรื่อง รวมทั้งมีข้อสังเกตในเชิงเปรียบเทียบกับบ้านเรา ที่อยากนำเสนอต่อท่านผู้อ่าน ดังนี้
หนึ่ง ปัจจุบันเฟซบุ๊กยังเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ แต่มีข่าวว่าอาจจะเข้าซื้อขายภายใน 12 ปีนี้ ซึ่งเป็นข่าวที่นักลงทุนในสหรัฐสนใจกันมาก แต่ตัวซักเคอร์เบิร์กเองกลับรู้สึกตรงกันข้าม เพราะมีข่าวว่าเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะชะลอการเข้าตลาดออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
กล่าวกันว่า ธุรกิจที่กำไรดีมากๆ ทั้งหลายก็เป็นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะในสหรัฐหรือในประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย บิลล์ เกตส์ เมื่อ 20 กว่าปีก่อนก็ไม่อยากเอาไมโครซอฟท์เข้าตลาด แต่ถูกความจำเป็นบังคับ คือมีผู้ถือหุ้นครบ 500 ราย ทำให้เข้าข่ายบริษัทมหาชน และถูก ก.ล.ต. ของสหรัฐบังคับให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
เฟซบุ๊กกำลังเข้าข่ายนี้เช่นกัน และกำลังถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบเรื่องการซื้อขายหุ้น เช่นเดียวกับอีกหลายบริษัทที่มีปัญหาคล้ายกัน รวมทั้งทวิตเตอร์ด้วย
สาเหตุที่ซักเคอร์เบิร์กควบคุมจำนวนผู้ถือหุ้นไม่ได้ เป็นเพราะได้ให้หุ้นกับผู้บริหารและพนักงานไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเคยขายหุ้นให้ผู้ลงทุนเฉพาะรายหลายครั้งเพื่อระดมทุนมาขยายกิจการ ซึ่งผู้ถือหุ้นเหล่านั้นก็นำหุ้นที่ได้ไปซื้อขายต่อ
สอง ตลาดทุนสหรัฐพัฒนาก้าวไกลไปกว่าเรามาก ทำให้ธุรกิจที่มีศักยภาพอย่างเฟซบุ๊กสามารถระดมทุนมาขยายกิจการ ทั้งๆ ที่ยังขาดทุนและกระแสเงินยังติดลบ (กระแสเงินเพิ่งเริ่มเป็นบวกในช่วงปลายปี 2009) หากเป็นบ้านเรา ธุรกิจแบบนี้ หรือคนมีคุณภาพขนาดนี้คงมีโอกาสเกิดยาก เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นทายาทของเจ้าสัว ซึ่งมีสายป่านยาวเฟื้อย หรือเป็นนักวิ่งเต้นทางการเมือง จนได้สัมปทานผูกขาดจากรัฐ
ในกรณีของเฟซบุ๊กหลังจากเปิดตัวได้ 2 ปีเศษและยังขาดทุนอยู่ ยาฮูก็มาขอซื้อกิจการในราคา 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ซักเคอร์เบิร์กปฏิเสธ ซึ่งในขณะนั้นถูกหลายคนวิจารณ์ว่าโง่ ที่ไม่รู้จักไขว่คว้าความเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเอาไว้ แต่ในปีต่อมา ไมโครซอฟท์ก็จ่ายเงินถึง 240 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นเพียง 1.6% ของเฟซบุ๊ก ซึ่งเท่ากับเป็นการตีมูลค่ากิจการที่ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ซักเคอร์เบิร์กได้เงินก้อนโตมาขยายกิจการ และได้ไมโครซอฟท์มาช่วยขายโฆษณาให้
สาม มีคำถามว่า ธุรกิจแบบเฟซบุ๊กเกิดในเมืองไทยได้หรือไม่ ซึ่งผมก็ตอบทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีเด็กเก่งแบบซักเคอร์เบิร์กนะครับ และก็ไม่ใช่เรื่องปัญหาในการระดมทุนเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือเศรษฐกิจและตลาดในประเทศของเราไม่ใหญ่พอที่จะทำให้สร้างฐานได้ในระยะเวลาอันสั้นก่อนจะออกไปบุกตลาดโลก นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการเป็นผู้เล่นระดับโลก คือความเสียเปรียบเรื่องภาษา ลองนึกภาพดูก็ได้ว่า หากซักเคอร์เบิร์กเกิดเป็นคนไทย กว่าจะก้าวข้ามภาษาไทยเข้าไปในตลาดภาษาอังกฤษได้ ก็คงถูกสินค้าประเภทเดียวกันของซิลิคอนวัลเลย์แย่งส่วนแบ่งตลาดไปหมดแล้ว เพราะจังหวะและเวลาเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับตลาดไอที ช้าไปเพียง 6 เดือนหรือ 1 ปีก็อาจล้าสมัยหรือมีสินค้าทดแทนแล้ว
สี่ ใครที่ชอบพูดว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในภาวะถดถอยแข่งขันไม่ได้ หากคิดผิดก็คิดใหม่ได้นะครับ เพราะซักเคอร์เบิร์กกับเฟซบุ๊กเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่า สหรัฐยังเป็นผู้นำที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลกอยู่ และบทบาทนี้ยิ่งนับวันอาจจะยิ่งโดดเด่นมากขึ้นด้วยซ้ำไป
จะมีสักกี่ประเทศในโลก ที่เด็กวัย 26 ปี ทำงานไม่ถึง 7 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 1.5 ล้านล้านบาท และมีลูกค้าในมือถึง 600 ล้านคน
มองจากด้านมหภาค เฟซบุ๊กมีผู้ใช้บริการที่อยู่นอกสหรัฐกว่า 400 ล้านคน ถือได้ว่าเป็นการส่งออกด้านบริการของสหรัฐที่รัฐบาลประเทศอื่นๆ ไม่สามารถตั้งกำแพงภาษีขึ้นมาสกัดกั้น เพราะเฟซบุ๊กเปิดให้ใช้บริการฟรี มันเป็นรูปแบบของการส่งออกสมัยใหม่ที่ตีค่าเป็นตัวเงินโดยตรงไม่ได้ แต่สามารถสร้างรายได้มหาศาลในทางอ้อมจากโฆษณา ซึ่งตลาดทุนตีมูลค่าปัจจุบันไว้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท และในวันข้างหน้าอาจมีค่ามากขึ้นอีกหลายเท่า
ห้า เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อมีคนประสบความสำเร็จ ก็มักจะมีคนอื่นที่อยากขอแบ่งปันความสำเร็จนั้นด้วย เช่น คนที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 หรือนักกีฬาที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก ก็จะมีคนมานับญาติมากมาย พร้อมกับขอให้ช่วยแบ่งรางวัลให้ด้วย
ในกรณีของเฟซบุ๊ก ด้านหนึ่งก็มีคนเอาเรื่องราวไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ชื่อเดอะโซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่เพิ่งกวาดรางวัลลูกโลกทองคำไปหลายรางวัล อีกด้านหนึ่ง ซักเคอร์เบิร์กก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะถูกอดีตเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยฟ้องว่าขโมยความคิดมาสร้างเฟซบุ๊ก จนต้องประนีประนอมและจ่ายเงินชดเชยไปหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐ
เรื่องสุดท้าย มีคนบอกว่า ถึงเราจะมีคนแบบซักเคอร์เบิร์กไม่ได้ แต่เราก็มีสาวไทยที่อาจไปแต่งงานกับคนเหล่านั้นได้ ถึงจะเป็นเรื่องที่คิดหรือพูดกันเล่นๆ แต่ถ้าทำได้จริงก็อาจเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างน่าอัศจรรย์
ลองนึกดูว่า ถ้าวันนั้นซักเคอร์เบิร์กไม่ได้มาในฐานะเพื่อนของเจ้าบ่าว แต่เป็นเจ้าบ่าวเสียเอง คนไทยทั้งประเทศจะหลงรักเขยฝรั่งคนนี้กันขนาดไหน







