'พล.อ.นิพัทธ์'นั่งผู้ช่วยรมว.กลาโหมคุมงานปรับโครงสร้างกองทัพ
เปิดประวัติ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก นายทหารประชาธิปไตย ผู้ได้รับการทาบทามจาก สุทิน คลังแสง นั่งผู้ช่วยรมว.กลาโหม เตรียมลาออกที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. คุมงานปรับโครงสร้างกองทัพ
พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนช. ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวว่า นายสุทิน คลังแสงรมว.กลาโหม ได้เชิญตนไปพูดคุยแล้ว โดยแจ้งให้ทราบว่าจะให้มาช่วยงานที่กระทรวงกลาโหมให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและได้มอบหมายงานในบางส่วนให้แล้ว ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล อาทิ การปรับวิธีการคัดเลือกทหารกองเกิน การปรับโครงสร้างกองทัพ การทำหน่วยทหารให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงมากขึ้นโดยหน่วยทหารใดที่มีโรงพยาบาลทหาร ก็ให้เปิดรับรักษาประชาชนเพิ่มมากขึ้น การใช้พื้นที่ของทางราชการทหารให้เป็นประโยชน์ทางด้านการเกษตรเพิ่มมากขึ้น และการทำกองทัพให้ทันสมัย เป็นต้น
“ปัจจุบันนี้หน่วยทหารเราไม่ได้ไปรบกับใครแล้ว แต่ละประเทศก็ต่างทำมาหากินกัน ประเทศเพื่อนบ้าน เราก็พูดกันรู้เรื่องหมด เราเป็นเพื่อนกันหมดแล้ว ทหารเราก็มาทำให้ประชาชนได้กินอิ่ม นอนอุ่นกัน” พล.อ.นิพัทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ พล.อ.นิพัทธ์ เตรียมที่จะยื่นหนังลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในช่วง1-2 สัปดาห์นี้
สำหรับประวัติของพล.อ.นิพัทธ์ เป็นอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ถือเป็นผู้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากฟากฝั่งผู้สนับสนุนฝ่ายเสรีนิยม เพราะมีภาพลักษณ์เป็น “นายทหารประชาธิปไตย” เคยได้รับการคาดหมายว่า อาจได้ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม หากพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีแผนนั่งเก้าอี้นายกฯ ควบ รมว.กลาโหม
พล.อ.นิพัทธ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 14 หรือ ตท.14 และนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 25 ซึ่งนายทหารรุ่นนี้ก้าวขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ถึง 2 คน คือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร และพล.อ.ธีรชัย นาควานิช (เหมือนกับ ตท.6 ที่เป็น ผบ.ทบ. 2 คนต่อเนื่องกัน คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่อด้วย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน) ขณะที่ พล.อ.นิพัทธ์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการทางฝั่งปลัดกระทรวงกลาโหม
พล.อ.นิพัทธ์ เป็นนายทหารที่รักเรียน ศึกษาต่อปริญญาโท สาขาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ด้านการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ และยังจบหลักสูตรทางทหารจากหลายประเทศ ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา เป็นนายทหารที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ผ่านงานทั้งหน่วยรบ หน่วยบริหาร และหน่วยธุรการ
กล่าวคือ ผ่านทั้ง ทบ. หรือกองทัพบก โดยเริ่มชีวิตราชการ ติดร้อยตรีครั้งแรกเป็นผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ ร.21 รอ. หน่วยเดียวกับ “3 ป.” ซึ่งก็คือ สายเลือด “ทหารเสือราชินี” เช่นเดียวกัน
นอกจากนั้นยังผ่านงาน “กองทัพไทย” เคยเป็น “เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร” อย่างยาวนานถึง 4 ปี ก่อนโยกเข้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นปลัดกลาโหมก่อนโดนรัฐประหาร
นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์จากอาเจะห์ เคยไปเป็นผู้สังเกตการณ์การวางอาวุธ เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอาเจะห์ กับอินโดนีเซีย กระทั่งได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงจากประธานาธิบดีแดนอิเหนา
และจากประสบการณ์ที่เคยมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพของอาเจะห์ ซึ่งนักวิชาการหลายคนมองว่า มีส่วนคล้ายกับปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย จึงเคยมีหลายเสียงสนับสนุนให้ พล.อ.นิพัทธ์ ข้ามห้วยไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเจรจาดับไฟใต้ แต่สุดท้ายไม่สามารถฝ่าด่านประเพณีของกองทัพบกไปได้ (แม่ทัพต้องมาจากสายคุมกำลัง และเป็นลูกหม้อ ทบ. แต่ พล.อ.นิพัทธ์ ไปเติบโตในสายกองทัพไทย)
แต่พล.อ.นิพัทธ์ ก็ได้ร่วมกระบวนการพูดคุยดับไฟใต้จริงๆ เมื่อปี 2556 รัฐบาลอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) ตัดสินใจเปิดโต๊ะพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น “แบบเปิดเผย-เป็นทางการ”ครั้งแรกตั้งแต่มีปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นต้นมา โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก “บิ๊กแป๊ะ” เป็น 1 ใน 3 ทหารเสือแกนนำคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทย ประกอบด้วย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช.ในขณะนั้น เพื่อน ตท.14 ของ พล.อ.นิพัทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.
ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พล.อ.นิพัทธ์ เคยทำงานเคียงข้าง “อดีตนายกฯปู” ในช่วงเผชิญวิกฤตทางการเมือง จากการชุมนุมของกลุ่มนกหวีด “กปปส.”
ช่วงนั้น พล.อ.นิพัทธ์ ในฐานะปลัดกระทรวงกลาโหม สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2549 หลัง นายกฯยิ่งลักษณ์ ยุบสภา แต่ต่อมามีการชุมนุมขัดขวางการเลือกตั้งของกลุ่ม กปปส. จนทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และการเมืองเดินสู่ทางตัน
นอกจากนั้น พล.อ.นิพัทธ์ ยังอยู่เบื้องหลังการวางแผนบังคับใช้กฎหมายพิเศษ คือ “พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ” แบบจำกัดพื้นที่ ในห้วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่ไม่กระทบสิทธิและไม่ละเมิดเสรีภาพการชุมนุม ทำให้คณะรัฐมนตรียุคนั้นรอดจากการถูกชี้มูลกล่าวโทษโดย ป.ป.ช.ในเวลาต่อมา
ห้วงเวลานั้นจะเรียกว่า “พล.อ.นิพัทธ์” เป็นกุนซือและมันสมองในงานความมั่นคงให้กับรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ไม่ผิด ที่สำคัญตนเองยังได้รับผลกระทบต่อชีวิตราชการ ถูกสั่งย้ายเข้ากรุ “ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 โดยคณะ คสช.ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทั่งต้องเกษียณอายุราชการ
ฉะนั้นนอกจากภาพการทำงานเคียงข้างรัฐบาลประชาธิปไตย หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว พล.อ.นิพัทธ์ ยังเป็นนายทหารระดับสูงเพียงคนเดียวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการรัฐประหารปี 2557 และแสดงท่าที “ยืนตรงข้าม” กับคณะรัฐประหาร และการยึดอำนาจมาโดยตลอด จนได้รับฉายา “นายทหารประชาธิปไตย”


