
อ่านเกมผ่าน กลุ่ม40สว.วิกฤตรธน. ระวังอาถรรพ์ยุบสภา!
สถานการณ์การเมืองกลับมาคุกรุ่นอีกครั้งกับเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเป็นปมขัดแย้งภายในรัฐบาล หลังจากพรรคร่วมแพ้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในยกแรกที่ไม่สามารถดันสูตรระบบเลือกตั้ง สส. 400+100สำเร็จ
สถานการณ์การเมืองกลับมาคุกรุ่นอีกครั้งกับเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเป็นปมขัดแย้งภายในรัฐบาล หลังจากพรรคร่วมแพ้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในยกแรกที่ไม่สามารถดันสูตรระบบเลือกตั้ง สส. 400+100สำเร็จ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
สถานการณ์การเมืองกลับมาคุกกรุ่นอีกครั้งกับเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ(รธน.) ที่กำลังเป็นปมขัดแย้งภายในรัฐบาล หลังจากพรรคร่วมแพ้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในยกแรกที่ไม่สามารถดันสูตรระบบเลือกตั้ง ส.ส. 400+100 (ระบบ ส.ส.เขตเดียวคนเดียว+ปาร์ตี้ลิสต์) สำเร็จทำให้ร่างแก้ไขรธน.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยังเป็นตามหลักการเดิมคือ สูตร 375+125 ซึ่งพรรคปชป.สนับสนุนอยู่
เมื่อปมแก้ไขรธน. พรรคร่วมฯ พรรคปชป. ทุบโต๊ะไม่มีใครยอมใคร รอชี้ขาดอีกรอบในการประชุมรัฐสภาวาระสุดท้าย 2-3 พรรคเพื่อไทย “ตาอยู่” ที่เป็นตัวแปร ก็พร้อมผสมโรงช่วยพรรคร่วมฯทุกเมื่อ ขณะที่ วุฒิสภา สมาชิกครึ่งหนึ่งจะหมดสมาชิกสภาพ เมื่อ สว.สรรหา 74 คนจะหมดวาระในวันที่ 18 ก.พ.ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ กว่าจะได้ครบก็ช่วงปลายเดือนเม.ย.
ประเด็นสำคัญ คือ ส.ว.ถือเป็นเสียงชี้ขาดอีกก้อนในรัฐสภา ที่จะชี้ว่าระบบเลือกตั้งสูตรใดจะชนะ แต่นั่นอาจไม่สำคัญเพราะเกมนี้ หากอภิสิทธิ์และพรรคปชป.แพ้ขึ้นมา อาจลามไปถึงการยุบสภาก็เป็นได้!!
“ไพบูลย์ นิติตะวัน” สว.สรรหา และ แกนนำกลุ่ม 40 สว.วิเคราะห์เกมแก้ไขรธน.ในช่วงที่ สว.สรรหา 74 เสียงหายไป และแนวทางของสว.สรรหาที่จะกลับเข้ามาสมัครใหม่
เขาระบุว่า เท่าที่ประเมิน สว.สรรหาจะลาออก 3แนวทาง 1.ลาออกก่อนวันที่18 ก.พ. คือก่อนครบวาระโดยที่บางท่านมองว่าเพื่อไม่ให้ติดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า จะต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสว.สรรหาชุดใหม่เข้ามาซึ่งจะครบวาระ2.จะยังไม่ลาออกในวันที่ 18 ก.พ.แต่จะลาออกให้มีผล1-2 วันก่อนไปสมัครในการสรรหาครั้งต่อไป3.จะไม่ไปลาออก เพราะรัฐธรรมนูญมีบทเฉพาะกาลไว้แล้วว่าจะต้องทำหน้าที่ ดังนั้น การลาออกและไม่ปฏิบัติหน้าที่จึงไม่เหมาะสม
“กลุ่มที่1 เริ่มมีน้อยลงทุกทีแล้วเพราะคิดได้แล้วว่าการไปลาออกเร็วขนาดนั้น จะไม่เหมาะสมจึงเหลือที่กลุ่มที่2 และกลุ่มที่3 กลุ่มที่2 นี่ถือว่ายังมีเวลาอีกนานเพราะกว่าจะถึงวันที่ลาออกจะเป็นช่วง25 ก.พ. ถึง 11 มี.ค. กลุ่มนี้จะรอดูเผื่อเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มที่ 3 คือไม่ลาออกเลย ข้อดีของกลุ่มที่2 คือชะลอการลาออกไว้ก่อนจะได้ดูว่าสภายังคงมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เหลืออยู่อีกไหม ซึ่งก็มีอยู่อย่างที่เห็น คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นระบบเลือกตั้ง ส.ส. การพิจารณาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหารและ เจบีซีทั้งสามฉบับที่จะเข้าที่ประชุมรัฐสภา อีกกรณี คือ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายปปช.ที่จะเสนอขึ้นทูลเกล้าฯนั้น มีเนื้อหาบางประการที่ขัดแย้งรธน.ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะส่งเรื่องกลับมาให้ทั้งสองสภาลงมติอีกครั้ง ในส่วนของ สภาผู้แทนราษฎรก็ว่าไปได้ แต่ถ้าส่งมาที่วุฒิสภา ถ้าสว.สรรหาไม่มี มีแต่ สว.เลือกตั้ง ซึ่งสว.เลือกตั้งส่วนใหญ่ มีแนวคิดกับกฎหมายปปช.ในด้านที่ไม่บวกนัก
...ดังนั้น มันอาจทำให้การพิจารณากฎหมายปปช.มีปัญหาด้วยรวมทั้งหากเกิดการยุบสภาเพราะปัญหาวิกฤตรัฐธรรมนูญก็ยิ่งไปกันใหญ่เพราะวุฒิสภาที่เหลือ คือ สว.เลือกตั้ง ต้องทำหน้าที่เป็นรัฐสภา ช่วงดังกล่าวก็อาจต้องพิจารณาเรื่องสำคัญเช่น การคัดเลือกบุคคลเป็นกรรมการกสทช. (กรรมการกิจการสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม) ซึ่งจะเข้ามาในช่วงนั้นพอดี
"...ผมยังเชื่อกรรมการสรรหา ถ้าเขามีวิธีคิด มีอุดมการณ์ที่ใกล้เคียงกับเราในตอนนี้ก็จะช่วยถ่วงดุลการเมืองได้ ฉะนั้น ผมยังเชื่อว่า ไม่ว่าพวกเราจะได้เข้ามาเท่าไรก็ตาม ก็ยังจะมี สว.สรรหา ที่มีอุดมการณ์ที่ร่วมมือกัน ทำงานลักษณะอย่างนี้ อาจจะไม่ใช่กลุ่ม 40 สว.ก็ได้ แต่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกับกลุ่ม 40 สว. เพราะกลุ่ม 40 สว. ไมได้จำกัดว่า จะต้องอยู่เฉพาะในสมัยนี้ แต่มันเป็นเชิงสัญลักษณ์เพราะถ้ากลุ่มไหนคิดแบบเรา อาจจะชื่ออะไรก็ช่างเราก็ถือ โอเค"
สำหรับการพิจารณาแก้ไขรธน.วาระ 2-3 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาช่วงก.พ.- เม.ย. ไพบูลย์ วิเคราะห์ว่าจะเข้มข้นแน่ ในส่วนของสว.สรรหา เป็นกลุ่มหลักที่จะทำให้ญัตติแก้ไขรธน. สูตรใดสูตรหนึ่งผ่านได้ เพราะ สว.สรรหามีวิธีคิดที่ชัดเจน อีกทั้ง มติในการแก้ไขรธน.ต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา ดังนั้น หากขาด ส.ว.สรรหาก็จะมีผลกระทบแน่
“ในกลุ่ม 40 สว. ส่วนใหญ่คงสมัครต่อ เพราะเราเห็นว่า การทำหน้าที่ในวุฒิสภาเป็นโอกาสที่ดี แต่ สว.สรรหาทั้งหมด ต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ ไม่ใช่เรื่องลาออกหรือไม่ลาออกอย่างเดียว ท่านจะสมัครเป็น ส.ว.ในสมัยต่อไปด้วย ท่านจะต้องพิสูจน์จุดยืนของท่านให้ชัดด้วยว่า ท่านจะรับผิดชอบ กล้าปฏิบัติหน้าที่หรือจะเห็นแก่ว่าตัวเองจะต้องกลับมาให้ได้ โดยไม่คำนึงว่า หน้าที่เป็นอย่างไร ที่จริงกลับมาหรือไม่กลับมาถ้าไม่เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีเพียงอย่างเดียวคือ กลับมาแล้วอาจมีปัญหาถูกฟ้องร้องว่า อาจขาดคุณสมบัติ ทำไมไม่ลาออกก่อน แต่เมื่อกลัวเรื่องนี้ก็ต้องลาออกซะ อย่างนี้ถือเป็นการทอดทิ้งหน้าที่หรือไม่”
อย่างไรก็ตาม ไพบูลย์เชื่อว่า สว.สรรหา ตกเป็นเป้าแน่ ถ้าไม่ลาออก ฝ่ายตรงข้ามจะโจมตีว่ากินภาษีประชาชน นี่เป็นเหตุผลที่เป็นห่วงในช่วงแรก แต่กระแสหลังเริ่มมาแรง ที่ว่า ยังมีภารกิจอีกมากมายและเราก็เห็นจะมีเรื่องในสภาที่อาจวุ่นตามมาซึ่งเราเคยต่อสู้เรื่องเหล่านี้มา แต่อยู่ๆ เพราะกลัวจะถูกการฟ้องกลับ แล้วถูกหรือไม่ วันนี้จึงอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักระหว่าง ความเหมาะสมกับเรื่องที่ ควรลาออก เพี่อไม่มีตำแหน่งอะไรและไปเสนอตัวกลับเข้ามา ซึ่งก็จะถูกตำหนิว่า ทอดทิ้งหน้าที่ กับ ไม่ลาออกจะเป็นการเอาเปรียบคนอื่น ขณะที่บทเฉพาะกาลในรธน.เขียนไว้ชัดว่า ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และไม่ตัดสิทธิ์ที่จะลงสมัครสว.ต่อ
แกนนำ 40 สว.ยังวิเคราะห์เกมแก้ไขรธน.ว่า ผลกระทบเลวร้ายสุดจะนำไปสู่การยุบสภา เพราะพรรคปชป.จะไม่มีทางยอมพรรคร่วมฯให้สูตร 400+100 ชนะ ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็สนับสนุนสูตร 400+100 อยู่ หากขัดแย้งกันมาก จะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลจะอยู่ได้อย่างไร ส่วนพรรคร่วมก็ไม่มีทางยอมแน่ เพราะถ้าใช้สูตร 375+125 พรรคภูมิใจไทยที่ต้องสู้กับพรรคเพื่อไทยอย่างหนักในภาคอีสานจะกระเทือนที่สุด ส่วนพรรคเพื่อไทยกับพรรคปชป.ก็น่าจะได้ที่1 และที่2 อยู่แล้ว กรณีนี้จึงอาจนำไปสู่การยุบสภา เพราะเป็นความขัดแย้งในสภา และพรรคปชป.ก็พูดเรื่องนี้อยู่เสมอ
“พรรคร่วมถ้าเขาจะทำ เขาคงไม่เดินไพ่ดื้อๆ เพียงแค่โหวตในสภา วันนี้เขาคงคุยกับฝ่ายค้านพอควรแล้ว ซึ่งก็อาจมีเกมเกิดขึ้นว่า ในระหว่างที่มีการแก้ไขรธน. ก็ให้ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้ามา ทำให้นายกฯ ยุบสภาไม่ได้(เงื่อนไขในรธน.) ระหว่างนั้นก็พรรคร่วมกับพรรคเพื่อไทยก็ผลักดันสูตร 400+100 พร้อมกับอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยพรรคร่วมใช้เกมอภิปรายมาต่อรองกดดันพรรคปชป.เพื่อเปลี่ยนมาเป็นสูตร 400+100 แต่ถ้าพรรคปชป.เปลี่ยนมาอย่างนั้น พรรคก็แตกเหมือนกัน ดังนั้น ฝ่ายปชป.ก็คงไม่ยอม สุดท้ายก็ต้องยุบสภาก่อนจะมีการอภิปราย ทั้งที่พรรคปชป.ไม่อยากยุบ พรรคร่วมก็ไม่อยากยุบ มีแต่พรรคเพื่อไทยที่ต้องการยุบจึงต้องเดินเกมนี้เพื่อให้แตกแยกนำไปสู่การยุบสภาให้ได้ แต่ถ้าแก้ไขรธน.แล้วไม่ผ่าน พรรครัฐบาล และพรรคปชป. ก็ต้องรับผิดชอบ”
“เรื่องแก้รธน.มันอาถรรพ์อยู่แล้ว ผ่านไม่ผ่าน มันรู้ตอนโหวต ถ้าสูตร400+ 100ผ่านแล้ว พรรคปชป.จะมีศักดิ์ศรีอยู่ได้อย่างไร วันนี้พรรคร่วมฯกับพรรคปชป. ต่างคนต่างกลัวกัน กลายเป็นเรื่องความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ตอนนี้มันเหมือนการวัดใจกันอยู่ว่าใช่อย่างนั้นจริงหรือเปล่าหรือ สูตร 400 +100 หรือสูตร 375+125 จะเอาเป็นเอาตายอย่างนั้นเลยหรือ ถ้าโก่งราคากันมากๆ เดี๋ยวก็กลายเป็นเรื่องยุบสภาโดยอุบัติเหตุ” ไพบูลย์ วิเคราะห์
“สำหรับผมตั้งข้อสังเกตุว่า พล.ต.สนั่น รองนากยฯ ที่ออกมาเชื่อมั่นว่า สูตร 400+100 ชนะแน่นั้นลึกๆ เขาต้องการให้เกิดความแตกแยก เพื่อทำให้ตัวเขาขึ้นมาได้ เพราะวันนี้พรรคร่วมฯ มีความสำคัญ ไปข้างไหนก็จะเป็นรัฐบาล พล.ต.สนั่นก็พยายามเกาะพรรคร่วม และปั้นกระแสพรรคร่วมฯ ก็อาจต่อรองได้ พรรคไหนยอมรับให้ตัวแทนพรรคร่วมเป็นนายกฯ เขาก็มีสิทธิ์ฝัน”
ถามต่อว่า หากมีการเลือกตั้งใครจะชนะ แกนนำ 40 สว.ผู้นี้ ประเมินว่า พรรคปชป.น่าจะมีคะแนนขึ้น ส่วนพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาเสียคะแนนไปมากจากผลของความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่คิดว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า คงไม่มีใครได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภา แม้ว่าเสื้อแดงจะดูมีคนมาร่วมชุมชุมนุมมาก แต่ก็น่าจะเป็นคอการเมืองของเสื้อแดงจริงๆ ส่วนมวลชนที่เห็นประโยชน์จากคุณทักษิณ ก็เริ่มหดตัวลงมา เพราะกรณีราชประสงค์เป็นสำคัญที่ทำให้เขาลดความสนใจลงระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับนักธุรกิจที่เคยชื่นชมก็ลดลง
“พรรคปชป.เป็นรัฐบาลเที่ยวนี้ เขาได้เอาเงินงบประมาณส่งออกพื้นที่ให้ประชาชนได้มากขึ้น ส่วนพรรคอื่น กระแสไม่มี นอกจากใช้ปัจจัย และอิทธิพล ดูจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคภูมิใจไทยสามารถบล็อกในพื้นที่เขาได้ ผมว่าพรรคปชป.พร้อมที่สุดไม่ว่า ยุบในสูตรเลือกตั้งแบบไหนทั้งสามสูตร พรรคปชป.น่าจะได้เสียงเพิ่มขึ้นในเขตเดียว แต่อาจไม่ได้ที่หนึ่ง และถ้ายุบสภา และในระดับที่ไม่ขัดแย้งกับพรคร่วมฯมากเกินไป ก็ต้องดูว่า จะร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้งกันได้ไหม แต่ถ้ารวมไม่ได้จะมีอำนาจที่สามมายุ่งหรือไม่ จริงหรือเปล่าเดี๋ยวก็ต้องคอยดู”แกนนำ 40 สว. กล่าวพลางหัวเราะพร้อมย้ำว่า กรณีราชประสงค์ถือว่า เราผ่านวิกฤตสูงสุดไปแล้วเพราะถึงขั้นเกิดความเสียหายมากมาย ซึ่งในจิตใจคนไทยทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหาร่วมกันว่า ถ้าเราปล่อยให้ความขัดแย้งลุกลาม ออกไปถึงขนาดนั้น มันมีแต่เสียกับเสีย ดังนั้นคงไม่มีใครยอมให้เกิดความรุนแรงอย่างนั้นขึ้นอีก จากนี้มันจะก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ แต่มันจะขึ้นได้เร็วหรือขึ้นได้ช้า สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนด
สำหรับไพบูลย์ มองว่า การยุบสภาก็ไม่มีอะไรที่น่ากลัว เพราะยุบแล้วก็เลือกตั้งใหม่ ครั้งก่อนที่เกิดเหตุราช ประสงค์ เราแทบนึกภาพไม่ออกว่า รัฐมนตรีจะไปหาเสียงอย่างไร เพราะมีการไล่ตี แต่ปัจจุบันเริ่มหาเสียงได้ แสดงว่า แนวโน้มดีขึ้น แต่เชื่อแน่ว่า ปัญหาความขัดแย้งจะไม่มีโอกาสกลับไปสู่จุดเหมือนพฤษภา 53 ไม่มีอะไรรุนแรงกว่าครั้งนั้นแล้ว







